‘แบงค็อก’ เจ๊า ‘การท่าเรือ’ สุดมัน! เกมมันระดับห้าดาว ที่ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์

‘แบงค็อก’ เจ๊า ‘การท่าเรือ’ สุดมัน! เกมมันระดับห้าดาว ที่ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์
ณัฐพล อ่วมเรืองศรี

เกม ซูเปอร์ บิ๊ก แมตช์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน ระหว่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด เปิดบ้านปะทะกับ การท่าเรือ เอฟซี คงเป็นเกมสำคัญที่สุดที่แฟนบอล ไทยลีก จับตามองกันไม่กระพริบ เนื่องจากทั้งสองทีมยังมีความหวังในการขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงของตารางคะแนน

แน่นอนว่าความกดดันนั้นถาโถมเข้าใส่ทั้งสองฝ่าย เมื่อผลของเกมในวันเสาร์ ปราสาทสายฟ้า คว้าสามแต้มไปครองได้ก่อน จากการเปิดบ้านเฉือนชนะ พีที ประจวบ แบบหืดจับ 1-0 จากประตูผีจับยัดในช่วงท้ายเกมของ คิม มิน-ฮยอก ที่ซัดไกลนอกกรอบกว่า 30 หลาเข้าไปอย่างสวยงาม

เจ้าถิ่น แข้งเทพ ต้องการสามแต้มเพื่อชิงความได้เปรียบ พร้อมกับการถือเกมในมือที่ยังเหลือนัดตกค้างอีก 1 แมตช์ หากเก็บชัยชนะได้ทุกเกมรวมนัดนี้ พวกเขาจะกลายเป็นแชมป์ ไทยลีก แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและแฟนบอลต่างเฝ้าฝันถึงมาตลอด

ส่วนทางฝั่งทีมเยือน การท่าเรือ เอฟซี ต้องมาสู้ด้วยศักดิ์ศรีเพื่อต่ออายุการลุ้นแชมป์ ถือสถิติไม่แพ้ให้กับ แบงค็อก ที่สนาม ธรรมศาสตร์ รังสิต มาตั้งแต่ปี 2019 ในยุคที่ แข้งเทพ คุมทีมโดย มาโน่ โพลกิ้ง ซึ่งสามแต้มในเกมนี้ถ้าหวังจะชิงมาได้ ต้องทุ่มหมดหน้าตักเช่นกัน แล้วหลังจากเปลี่ยนเฮดโค้ชมาเป็น โค้ชอ้น-รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค 15 เกมที่ผ่านมา พวกเขาพลาดท่าพ่ายไปนัดเดียว

ใครที่ได้ชมเกมนัดนี้ย่อมต้อยกให้เป็นคสามมันระดับ 5 ดาว สถานการณ์พลิกไปพลิกมาแบบคาดเดาไม่ได้ ก่อนเกมโค้ชทั้งสองฝั่งตั้งเป้าไว้อย่างไร? ภาพรวมในครึ่งแรกออกมาเป็นแบบไหน? สุดท้ายแล้สบทสรุปออกมาเป็นเช่นไร? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Think Curve - คิดไซด์โค้ง

เป้าหมายต่อายุลุ้นแชมป์ทั้งคู่

สถานการณ์ของ แบงค็อก และ การท่าเรือ ต่างฝ่ายต่างต้องการ 3 แต้ม เพื่อต่ออายุในการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ ไทย ลีก กับทาง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์เก่า ที่คว้าสามแต้มเหนือ พีที ประจวบ ไปแบบหืดจับเมื่อวานนี้ด้วยสกอร์ 1-0

บียู นั้นยังเหลือเกมอยู่ในมือที่แข่งน้อยกว่า 1 นัด แต่ใช่ว่าเกมนั้นพวกเขาจะการันตีสามแต้มล่วงหน้าได้ ต้องวางแผนแบบนัดต่อนัดให้ดี เพราะนับมาจนถึงตอนนี้สถานการณ์ของทีมใกล้เคียงกับการลุ้นแชมป์มากที่สุดในรอบหลายปี แต่ก็ยังต้องเจอปัญาเรื่องตัวเจ็บและแบนเล่นงานอยู่เนืองๆ อย่างเช่นเกมนี้ที่ต้องการ เอเวอร์ตัน เซนเตอร์แบ็คนคนสำคัญ

ก่อนเริ่มเกม โค้ชแบน-ธชตวัน ศรีปาน  ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

PHOTO : True Bangkok United

“มันไม่ได้เป็นความกดดันเฉพาะนัด เราก็พยายามที่จะเอาสามแต้มทุกนัด มันเป็นความคาดหวังของทั้งแฟนบอลและผู้บริหารที่เราต้องคว้าสามแต้มทุกนัดที่เราเล่นอยู่แล้ว ต้องบริหารแท็คติกและวิธีการเล่นเพราะมันมีผลต่อการลุ้นแชมป์ ไม่ได้เอามาเป็นความกดดัน แต่เป็นความคาดหวังที่เราต้องทำให้ได้”

“เราพยายามหมุนเวียนผู้เล่น พยายามบริหารพลังงานที่ใช้ในสนามด้วย ตัวผู้เล่นที่จะสลับสับเปลี่ยนในแต่ละช่วงเวลาที่เราประเมินสถานการณ์ว่า เราต้องการผลการแข่งขันและต้องการผู้เล่นแบบไหนในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากส่งผลต่อการลงเล่นนัดต่อไป”

ส่วนทางผู้มาเยือน สิงห์เจ้าท่า ก็รู้ตัวดีว่า ถ้าพวกเขาพลาดท่าพ่ายในเกมเยือนนัดสำคัญเกมนี้ อาจเป็นการบอกลาโอกาสลุ้นแชมป์ ไทยลีก ซีซั่นนี้ล่วงหน้าไปได้เลย เพราะจะถูกทั้ง จ่าฝูง และ รองจ่าฝูง ทำแต้มทิ้งห่างออกไปไกลเกินหวัง โชคดีที่เกมนี้พวกเค้าได้ขุมกำลังในแดนหลังกลับมาเติมเต็ม

ซึ่งทาง โค้ชโชค ก็ได้พูดถึงเป้าหมายในเกมนี้เอาไว้ก่อนเกมเริ่มว่า

“เควิน กับ ชาลี กลับมาถือว่าตัวผู้เล่นของ การท่าเรือ พร้อมและสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะรับมือกับ บียู เรามีแต้มตามหลังทั้ง บุรีรัมย์ และ บียู ความกดดันย่อมอยู่กับเราอยู่แล้ว ยิ่งออกมาเยือนนัดนี้ด้วยต้องบอกเลยว่าเป็นเกมที่หนัก”

PHOTO : การท่าเรือ เอฟซี

“แต่ทาง โค้ชอ้น และ นักบอลเอง วันนี้ต้องการสามแต้ม เพื่ออยู่ในการลุ้นแชมป์ต่อไป เราวางแผนเก็บสามแต้มไปนัดต่อนัด ทั้งนักบอล โค้ช และ ผู้บริหาร มุ่งมั่นที่จะเก็บสามแต้มเกมนี้นอกบ้านแม้ว่ามันจะยากก็ตาม”

แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างตั้งเป้าไว้ที่การเก็บสามแต้ม พยายามจัดขุนพลที่ดีที่สุดมาเต็มกำลัง มีการวางแผนอันแยบยลมาไม่ต่างกัน ซึ่งการที่จะรู้ได้ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะต้องให้ผลลัพธ์ในสนามเป็นตัวตัดสิน

รูปเกมที่เกิดขึ้นครึ่งแรก

เริ่มเกม การท่าเรือ พยายามทำเกมบุกกดดัน แต่ปรากฎว่า แบงค็อก ที่ใช้จังหวะแก้เพรสออกมาจากหน้าพื้นที่อันราย กลับเล่นเกมสวนกลับได้อย่างน่ากลัว มีจังหวะสวนให้ได้เสียวหลายครั้งตั้งแต่ 5 นาทีแรก

แบงค็อก ยามครองบอลตั้งใจเล่นบอลกว้าง ถ่างเกมรับของทีมเยือนให้มีช่องว่างให้เจาะมากขึ้น เน้นหาจังหวะเข้าทำแบบฉาบฉวยไม่ถึงกับเร่งร้อน เล่นไปตามจังหวะของตัวเอง ต่างกับอาคันตุกะที่พยายามเร่งจังหวะของตนเองจนลนเสียบอลไปเองหลายครั้ง

แม้ว่าจะมีช่วงที่ สิงห์เจ้าท่า ฟื้นจนได้ออกอาวุธตอบโต้เจ้าถิ่น จากการโหม่งของ บาร์รอส ทาร์เดลลี่ แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ แล้วก็มาโดนความเก่าของ แข้งเทพ ที่ดึงจังหวะเกมช้า เล่นชั่วร์ตามจังหวะของตัวเอง จนมาได้ประตูออกนำไปก่อนจากการประสานงานของ บาสเซล จราดี้ ที่โยนบอลอย่างเหมาะเจาะไปให้ มาห์มู้ด อีด โหม่งย้อนเข้าไปที่เสาแรกให้เจ้าถิ่นออกนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 17

หลังจากนั้น แบงค็อก ก็เพลาเกมลงไปเพื่อประหยัดพลังงานตามสไตล์ รอใช้จังหวะสวนแบบเน้นๆ ขู่ทางทีมเยือนอยู่เป็นรอบๆ ส่วนทางฝั่ง การท่าเรือ ก็พยายามต่อบอลแบบกระท่อนกระแท่น ไม่มีจังหวะจะโคนในการเข้าทำแบบชัดเจนนัก

อย่างไรก็ตามตัวรุกแดนบนของ การท่าเรือ ที่ผู้บรรยายเพิ่งจะพูดไม่นานว่าต่อกันไม่ติดในช่วงนาทีที่ 30 โดยเฉพาะทาง เฟลิเป้ อโมริม ก็มาแผลงฤทธิ์ยิง 2 ประตูใน 2 นาที พาทีมพลิกขึ้นนำ 2-1 ได้แบบงงๆ เริ่มต้นจากโหม่งลูกครอสจากฝั่งซ้ายของ ธนาสิทธิ์ ศิริผลา ต่อด้วยการรับลูกเปิดเรียดจาก ทาร์เดลลี่ ก่อนปั่นตรงระยะหัวกะโหลกเข้าไปในนาทีที่ 34 และ 36

สองประตูดังกล่าวส่งผลให้ แบงค็อก ต้องพยายามเร่งเกมของพวกเขากลับมาอีกครั้ง แล้วก็มีโอกาสลุ้นในช่วงท้ายครึ่งแรกหลายจังหวะที่ได้เสียว จากความผิดพลาดของผู้เล่นทีมเยือนที่ไม่แน่นหนา เพียงแต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่สามารถตีเสมอได้ก่อนจบครึ่งแรก ต้องมาพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น ‘เจ้าบอลครึ่งหลัง’ จริงหรือไม่?

ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจบเกม

เกมในครึ่งหลังเป็นทาง แบงค็อก ที่เร่งเกมเข้าใส่ทีมเยือนอย่างหนัก เรียกได้ว่าระดมอาวุธมาแบบทุกทิศทุกทาง แต่ก็ยังมีจังหวะผิดพลาดส่วนบุคคลให้ทางฝั่ง การท่าเรือ ได้มีโอกาสลุ้นทำประตูทิ้งห่างเหน่งๆ 2-3 ครั้ง ก่อนที่ทางเจ้าบ้านจะแก้เกมด้วยการส่งตัวหลักอย่าง วานเดอร์ หลุยส์ และ ปกเกล้า อนันต์ ลงมาเป็นไพ่ตาย

พอเร่งเครื่องเต็มที่ความพยายามของเจ้าถิ่นก็มาประสบผลได้ประตูตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 62 จากจังหวะที่ทาง จราดี้ โขกซ้ำลูกยิงจ่อๆ ของ วิลเล่น โมต้า ที่ถูกปัดออกมาเข้าทางเข้าไป ซึ่งหลังจากนั้นขุนพลแข้งเทพก็ไม่ได้มองถึงแค่แต้มเดียว แต่กลับมองถึงสามแต้ม ไม่ผ่อนเกมบุกลงแม้แต่น้อย เพราะมองเห็นแล้วว่า สิงห์เจ้าท่า กำลังออกอาการเป๋

ช่วงท้ายเกมเจ้าถิ่น บียู บดใส่ การท่าเรือ อยู่ฝ่ายเดียว แล้วมีโอกาสได้ลุ้นจะแจ้งจากการยิงของ วานเดอร์ 2 ครั้งเน้นๆ แต่ก็เป็นทาง สมพร ยศ นายทวารทีมเยือนที่ป้องกันเอาไว้ได้แบบสุดเหนียว

สุดท้ายทั้งสองทีมเสมอกันไปแบบสุดมัน 2-2 แบ่งกันไปทีมละแต้ม ไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดเลยแม้แต่น้อย แต่กลายเป็นทาง บุรีรัมย์ จ่าฝูงที่แอบยิ้มอยู่เบาๆ แบบไม่ต้องทำอะไร? ปล่อยให้ทีมตามหลัุงตัดแต้มกันเอง จนมีโอกาสลุ้นเข้าป้ายไปแบบชิลล์ๆ เพราะรองจ่าฝูง บียู ตามหลังอยู่ 4 แต้ม ส่วนอันดับ 3 ตามหลังไกลถึง 7 แต้ม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : การชมเกมถ่ายทอดสด

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ