เกิดอะไรขึ้นบ้างในเกม ‘ทีมชาติไทย’ พลิกชนะ ‘เกาหลีใต้’ ในศึก เอเชียน เกมส์ 1998 จากปากตำนาน

เกิดอะไรขึ้นบ้างในเกม ‘ทีมชาติไทย’ พลิกชนะ ‘เกาหลีใต้’ ในศึก เอเชียน เกมส์ 1998 จากปากตำนาน
ณัฐพล อ่วมเรืองศรี

การโคจรมาเจอกันของ ทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเกาหลีใต้ ในศึก ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม ถือเป็นเกมที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะทั้งสองชาติมีการเปลี่ยนเฮดโค้ช แถมต่างฝ่ายต่างต้องการแก้ตัวจากผลงานที่ไม่ค่อยสวยหรูนักในช่วงก่อนหน้านี้

แฟนบอลในยุคปัจจุบัน อาจจะมองว่า ทัพช้างศึก เป็นทีมที่ห่างชั้นจาก ทัพโสมขาว ค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของอันดับโลก, ประสบการณ์การผ่านเข้าไปเล่นในศึก ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย และศักยภาพนักเตะที่ เกาหลีใต้ ผลิตแข้งชั้นยอดกระจายเล่นอยู่ใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปอย่างเนืองแน่น

Photo : WorkpointTODAY

อย่างไรก็ตามแฟนบอลไทยยุคเก่าก่อนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป คงจำภาพเหตุการณ์ที่เรา สามารถพลิกนรกแซงชนะ เกาหลีใต้ ด้วยสกอร์ 2-1 จากประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษของ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ที่เป็นการตัดสินด้วยกฎ 'โกลเด้น โกล' ได้แบบไม่ลืมเลือน เพราะในเกมนั้นเราเป็นรองทุกด้าน แถมยังเหลือผู้เล่นในสนามเพียงแค่ 9 คน

แน่นอนว่าถ้าต้องการสืบเสาะหาข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกมและหลังจบเกม คงจะไม่มีใครเล่าออกมาได้ดีกว่านักเตะในทีมชุดดังกล่าว ซึ่งทีมงาน Think Curve - คิดไซด์โค้ง ก็ได้รับเกียรติจาก ‘โค้ชโย่ง’ วรวุฒิ ศรีมะฆะ ดาวยิงระดับตำนานของทีมชาติไทย ที่มาเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงจุดที่พลิกชะตาเอาไว้อย่างละเอียด

ตั้งใจเลี่ยงแต่หนีไม่พ้น

นักเตะทีมชาติไทยชุดนั้นที่มีสตาร์ตัวชูโรงอย่าง ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, วรวุฒิ ศรีมะฆะ และ นที ทองสุขแก้ว เพิ่งจะได้เฮดโค้ชชาวอังกฤษอย่าง ปีเตอร์ วิธ เข้ามาคุมทีมได้เพียงเดือนเศษๆ แต่อย่างน้อยการที่เราได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ทุกฝ่ายย่อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และหวังกับผลงานในกีฬาอันเป็นที่นิยมอย่าง ‘ฟุตบอล’ อยู่พอสมควร

ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มถือว่า ทีมชาติไทย ทำได้ตามเป้าผ่านเข้ารอบเป็นอันดับที่สอง แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน คือ ความพ่ายแพ้ในเกมกับ กาตาร์ 1-2 ทำให้ข่าวร้ายที่รออยู่ คือ การเจอกับชาติชั้นนำในเอเชียอย่าง ‘เกาหลีใต้’ ที่ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชตอนนั้นวางแผนไว้ว่าจะ ‘เลี่ยง’ หรือ ‘หลบ’ ตามแนวทางการทำทีมแบบทัวร์นาเมนต์ ที่ยิ่งเจอกับของเบามากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสลุ้นเข้ารอบลึกมากขึ้น

Photo : WorkpointTODAY

โค้ชโย่ง ยอมรับว่า ทุกคนในทีมตอนนั้นมองว่าคู่แข่งอย่าง โสมขาว นั้นเป็นทีมที่ดีกว่า ไทย เยอะมาก เพราะตัวผู้เล่นหลายคน เคยผ่านการไปเล่นรายการ ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มาแล้ว แถมการส่งทีมเข้าแข่งขันในศึก เอเชียน เกมส์ ยุคนั้น ต้องมีแกนหลักจากทีมชาติชุดใหญ่ประคองทีมราว 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมผสานกับดาวรุ่งเป็นส่วนน้อย

อย่างไรก็ตามสภาพจิตใจของนักเตะชุดนั้น กลับไม่ได้มีความหวาดกลัว แต่กลับกลายเป็นการสร้างแรงกระตุ้นในทางตรงกันข้าม ตามที่ โค้ชโย่ง ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“พอเราพลาดเข้าเป็นที่สองแล้วรู้ว่าต้องเจอ เกาหลี ตอนนั้นทุกคนเปลี่ยนความคิดจากความกลัว กลายเป็นความกล้าเล่นเพราะเราได้เล่นในบ้าน แล้วเราก็มีประสบการณ์ในการไปอุ่นเครื่องกับทีมในตะวันออกกลาง, ญี่ปุ่น และ เกาหลี เยอะมาก”
Photo : Eurosport
“โค้ชบอกให้เราต้อง ไม่กลัว สอนเรื่องแท็คติกและแนวทางการรับมือให้กับเรา อีกอย่างเรามีผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่ดีกับชาติที่อันดับแร้งค์กิ้งเหนือกว่าเรา พอเราเจอชาติพวกนี้บ่อยๆ ก็ไม่กลัวแล้ว”

สิ่งสำคัญที่ทำให้เหล่าขุนพลทีมชาติไทย มีบรรยากาศในห้องแต่งตัวก่อนเกมเต็มไปด้วยความฮึกเหิม มีที่มาจากแรงศรัทธาของแฟนบอลยุคนั้น ที่เข้ามาให้กำลังใจกันเต็มสนาม ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งในยุคนั้นไม่มีสื่ออย่าง โซเชี่ยล มีเดีย คอยกระตุ้น ต้องตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์และการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เท่านั้น

Photo : Thailandfootballmemory

เมื่อแฟนบอลแสดงให้เห็นถึง ศรัทธา มีความเชื่อมั่นในตัวนักเตะ ไม่ได้เชียร์ฟุตบอลทีมชาติด้วยเทรนด์หรือกระแสนิยม แรงใจเหล่านั้นก็ส่งผ่านมาถึงตัวแทนทีมชาติ แล้วทำให้พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ในการต้องไปเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เหนือกว่า 

ก่อนเริ่มเกมทุกคนแค่มองหน้ากัน แล้วรับรู้ถึงเป้าหมายเดียวกันที่มีแค่ว่า ‘เราต้องทำได้’ เนื่องจากถ้าไม่ผ่าน เกาหลีใต้ โอกาสที่ทีมชาติไทยจะได้เหรียญรางวัลมาครองจะปิดตายลงทันที

เกาหลีก็ไม่เท่าไหร่!

โค้ชโย่ง เผยความรู้สึกหลังลงไปเผชิญหน้ากับ ขุนพลเกาหลีใต้ เอาไว้ว่า พอได้ลงไปเล่นจริงๆ รู้สึกได้เลยว่าคู่แข่งก็ไม่เท่าไหร่ ต่างฝ่ายต่างมีโอกาสที่จะทำประตูแบบแลกหมัดตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก แล้วพอช่วงพักครึ่งสกอร์เสมอกันที่ 0-0 จากที่อาจมีหวั่นๆ ช่วงแรก กลายเป็นกำลังใจมาเต็ม

Photo : WorkpointTODAY

เกมในครึ่งหลังถือว่าเป็นโมเมนต์ที่ทำให้แฟนบอลตื่นเต้นยิ่งกว่าการนั่งรถไฟเหาะ สถานการณ์ของทีมดูเหมือนจะเริ่มต้นได้อย่างเลวร้าย เมื่อทาง วรวุฒิ ศรีมะฆะ มาโดนใบแดงไล่ออกไป แต่ปลายกลับกลายเป็นดีแบบไม่มีใครคาดคิด เพราะทาง ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำประตูขึ้นนำ 1-0 ได้ในนาทีที่ 81 แล้วเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 10 นาที ความฝันในการล้มยักษ์ มีสิทธิ์กลายเป็นความจริงแค่เอื้อม

อย่างไรก็ตามประตูดังกล่าวไม่ต่างกับการไปแหย่รังแตน หรือ ปลุกยักษ์ให้ตื่น เพราะหลังจากนั้น เกาหลีใต้ ก็เปิดพายุเกมบุกใส่ ทีมชาติไทย แบบเต็มสูบ จนผู้เล่นฝั่งเจ้าถิ่นต้องตัดฟาล์วหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่ทาง สุรชัย จิระสิริโชติ จะมาโดนใบแดงไล่ออกไป ทำให้ ช้างศึก เหลือผู้เล่นเพียงแค่ 9 คน แล้วจากจังหวะต่อมาก็โดนตีเสมอเป็น 1-1 ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าหมดเวลา เพื่อพักเบรกสั้นๆ ก่อนไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ ด้วยกฎ โกลเด้น โกล ทีมไหนยิงได้ก่อนชนะไปเลย

คำถามที่แฟนบอลหลายคนอาจสงสัยว่า ‘นักเตะในทีมมีใครโทษกันบ้างหรือไม่?’ เมื่อสถานการณ์ของทีมต้องมาอยู่ในจุดที่หลังพิงฝา ขาจ่อยู่ที่ปากเหว โค้ชโย่ง ได้เฉลยเอาไว้ว่า

“จริงๆ แล้ว ไม่มีใครโทษกันเลย ตอนที่เกมจบแล้วทีมเหลือ 9 คน ปีเตอร์ วิธ ย้ำอีกครั้งว่าเกมนี้ตัดสินกันด้วยกฎ โกลเด้น โกล ดังนั้นเคล็ดลับในการเล่นของทีม คือ บอลอยู่ตรงไหน เราต้องไปอยู่กับฟุตบอลให้มันเยอะๆ ถ้าบอลอยู่ซ้ายต้องเทมาซ้าย บอลอยู่ขวาต้องเทไปขวา เพราะผู้เล่นเราน้อยกว่าเขา”

วินาทีประวัติศาสตร์ประตูชัยของ ทีมชาติไทย

“นอกจากนี้ยังมีการย้ำเอาไว้อีกว่า ถ้าเราได้ลูกคอเนอร์หรือลูกเซ็ตพีซ เราต้องทำประตูจากโอกาสเหล่านั้นให้ได้”

พอหลังจากที่ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ซัดฟรีคิกเข้าไปเป็นประตูชัยให้กับทีม โค้ชโย่ง ที่อยู่ข้างสนามตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่า ทีมชาติไทย ที่เหลือผู้เล่นเพียงแค่ 9 คน จะเอาชนะ เกาลีใต้ ได้แบบพลิกนรก พร้อมกับอีกหนึ่งความคิดที่แวบเข้ามาในหัวว่า ‘กูรอดตายแล้ว’ หลังจากทำให้เพื่อนร่วมทีมลำบาก

แต่ช่วงเวลานั้นก็อยู่เพียงไม่นาน เพราะถูกกลบไปด้วยบรรยากาศของกองเชียร์เต็มความจุราชมังคลากีฬาสถาน บวกกับแฟนบอลทั่วเขตรามคำแหง ที่ส่งเสียงเชียร์กันดังแบบกึกก้อง จนกลายเป็นความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนของนักฟุตบอลและทีมสตาฟฟ์ทุกคนที่อยู่ในสนามตอนนั้น แทบจะกลายเป็น ‘วันชาติของวงการฟุตบอลไทย’ ไปเลยก็ว่าได้กับการฉลองชัยครั้งนั้น

เสียงเชียร์คือสิ่งสำคัญ

โค้ชโย่ง มองว่า เสียงเชียร์จากแฟนบอลเต็มสนาม คือ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกดดันคู่แข่งได้มาก เพราะต่อให้ทีมไหนมาพร้อมแบบเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ พอมาเจอบรรยากาศและแรงกดดันจากแฟนบอลเข้าไป ไม่มีใครที่จะไม่กลัวแน่นอน

กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันที่ โค้ชโย่ง ได้ติดตามดูผลงานของทัพช้างศึก ในการโชว์ผลงานในทัวร์นาเมนต์ เอเชียน คัพ เขามองเห็นสิ่งที่เหมือนกันกับทีมชุดประวัติศาสตร์ในยุคของเขา คือ ความกระหายในการเล่นเพื่อชาติ เพราะนักเตะทุกคนแสดงให้เห็นถึงความกระหายในการลงสนามแบบที่ควรจะเป็น

Photo : WorkpointTODAY

ความกลัวและความหวั่นเกรงของนักเตะบ้านเรา เริ่มจางหายไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทีมที่เกรดดีกว่าเรา พอสลัดความกลัวทิ้งไปได้แล้ว จังหวะฟุตบอลของเราก็จะกลับมาเองโดยธรรมชาติ เล่นในเกมของเราได้ด้วยศักยภาพสูงสุด

ส่วนสิ่งที่ โค้ชโย่ง อยากฝากไปถึงน้องๆ ตัวแทนทีมชาติไทย เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในฐานะรุ่นพี่ คือ

“ประวัติศาสตร์มันเคยจารึกไว้แล้วว่าเราเคยชนะ เกาหลีใต้ แต่พี่อยากให้ประวัติศาสตร์นั้นถูกทำลายด้วยภาพที่เหนือกว่าของน้องๆ เพราะในช่วงยุคของพวกพี่เคยชนะ ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ ชุดที่เคยไปบอลโลกมาแล้ว แต่ศักยภาพของน้องๆ ในทีมชุดนี้ไม่ได้เป็นรองเลย เรามีผู้เล่นที่มีความสามารถหลายคน มีกลุ่มแฟนบอลที่พร้อมหนุนหลัง”

Photo : WorkpointTODAY

“เมื่อเป็นแบบนี้แล้วพี่อยากให้น้องๆ ทำลายประวัติศาสตร์ของพวกพี่ เอาชนะให้ได้แบบไม่ต้องเหลือ 9 คนหรอก เอาแบบดวลกัน 11 ต่อ 11 คนเท่ากันแล้วชนะ มันไม่มีกฎ โกลเด่้น โกล อีกต่อไปแล้ว เราต้องเล่นแบบไม่กลัว อาศัยความได้เปรียบในการเล่นในบ้าน เกมเยือนเขาเราอาจลุ้นผลการแข่งขันที่ต้องการได้ยาก แต่เกมในบ้านเราต้องเอาให้ได้ ถ้าเราซ้อม เรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำทุกอย่างเต็มที่ เดี๋ยวทุกอย่างมันจะเข้าทางเราเอง”

ชัยชนะเหนือ เกาหลีใต้ บนเวทีระดับทวีปอย่าง เอเชียน เกมส์ โค้ชโย่ง มองว่ามันเป็นสิ่งที่เหนือกว่า แชมป์ลีก, แชมป์ไทเกอร์ คัพ หรือแชมป์ซีเกมส์ เป็นบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน แล้วอยู่ในความทรงจำแบบตราตรึงตลอดไป ซึ่งเขาก็แอบหวังว่า น้องๆ ทีมชาติชุดนี้ จะทำได้เหมือนกันบนเวทีที่ใหญ่กว่าอย่าง ‘ฟุตบอลโลก’

ดังนั้นสิ่งที่ โค้ชโย่ง อยากส่งสาส์นไปถึงแฟนบอลชาวไทย คือ โอกาสที่ชาติของเราจะโคจรมาเจอกับ เกาหลีใต้ ไม่ได้มีบ่อยๆ เชื่อว่าเกมนัดนี้จะเป็นเกมคุณภาพที่สู้กันได้สนุก ยิ่งทิศทางการทำทีมของเรากำลังมาถูกทาง รับรองว่าจะสู้กันได้อย่างสนุกสูสี ขอให้แฟนบอลซื้อตั๋วเข้ามาเชียร์กันให้เต็มสนาม ช่วยส่งเสียงเชียร์กดดันคู่แข่งกันให้กระหึ่มเหมือนครั้งอดีต การันตีเลยว่า หากแฟนบอลพร้อมใจกันเชียร์ คู่ต่อสู้จะกดดันมากๆ อย่างแน่นอนในเกมวันนั้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : การสัมภาษณ์ส่วนตัว

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

MOST POPULAR

สนใจโฆษณาติดต่อ