พ่ายมา 6 เกมรวด : ทำไม ท่าเรือ จึงผูกปีแพ้ บุรีรัมย์ อยู่ตลอดในช่วงหลัง ?

พ่ายมา 6 เกมรวด :  ทำไม ท่าเรือ จึงผูกปีแพ้ บุรีรัมย์ อยู่ตลอดในช่วงหลัง ?
ชยันธร ใจมูล

ไม่ว่าจะฟอร์มดี ฟอร์มดุมาจากไหน แต่เมื่อต้องเจอกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ การท่าเรือ มักจะกลายเป็นคนละทีมไปอย่างน่าสงสัย

ถึงตอนนี้พวกเขาแพ้ บุรีรัมย์ มา 6 เกมติดต่อกันเเล้ว และครั้งสุดท้ายที่ ท่าเรือ เอาชนะ บุรีรัมย์ ได้ต้องย้อนกลับไปถึงเดือน เมษายน ปี 2014 หรือ 9 ปีก่อนเลยทีเดียว

เราลองมาวิเคราะห์และหาคำตอบพร้อมกันที่นี่

ไฮไลต์เกมล่าสุดที่เจอกัน

ความฟิต

เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ เพราะเคยออกมาจากปากของ มาซาทาดะ อิชิอิ เองด้วยซ้ำ ว่าเขาเห็นว่านักเตะท่าเรือมักจะอ่อนเเรงในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม ซึ่งในวันนั้น อิชิอิ ให้สัมภาษณ์ ในเกมที่ บุรีรัมย์ บุกมาเอาชนะท่าเรือด้วยสกอร์ 3-1 ถึงแพทสเตเดี้ยมว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ปี 2022 ว่า

"ผมพอใจสำหรับเกมนี้ ด้วยที่เราเป็นทีมเยือนแต่เราได้ 3 แต้ม ผมก็พอใจสำหรับเกมนี้ ครึ่งแรก เราได้ประตูก่อน แล้วมาเสียประตูในช่วงท้ายครึ่งแรก แต่เรายังไม่เสียขบวนสักเท่าไหร่"

"ผมได้มองเห็นหลายๆเกมของ การท่าเรือฯ ผลงานในครึ่งหลัง สภาพร่างกายโดยรวมจะดรอปลงไป พอเราได้เห็นจุดที่ ผู้เล่นของ การท่าเรือฯ เริ่มดรอป เราก็คิดว่าทีมเราสามารถทำประตูและเก็บชัยได้ในเกมนี้ จากที่ได้ดูเกมที่ผ่านมาของ การท่าเรือฯ"

"ประตูที่ 3 ที่เราได้ สถานการณ์ก็เหมือนที่ผมได้บอกไป พอ ผู้เล่น การท่าเรือฯ ไม่ขยับและไม่เดินหาทีมเรา มันก็เป็นโอกาสให้เราเคลื่อนบอลและต่อบอลกันได้มาก จึงทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น แต่เกมนี้ทีมเราเสียประตู เพราะฉะนั้นเราต้องไปปรับปรุงแก้ไขว่าทำยังไงไม่ให้เสียประตู หลังจากนี้ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป"

ไฮไลต์เกมที่ อิชิอิ พูดถึง

ในเกมดังกล่าว บุรีรัมย์ ได้ 2 ประตูที่เป็นประตููสู่ชัยชนะในช่วง 15 นาทีสุดท้าย และยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราย้อนกลับไปดูเกมที่ บุรีรัมย์ เจอกับการท่าเรือ 6 เกมหลังสุด ท่าเรือ มักจะเสียประตูในช่วง 15 นาทีสุดท้ายเยอะเป็นพิเศษ โดย บุรีรัมย์ ยิงประตูในช่วงเวลาดังกล่าวได้มากถึง 6 ลูก จากการยิงทั้งหมด 11 ประตู เรียกได้ว่ามากกว่า 50% เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมทั้งสิ้น

แน่นอนว่าการเสียประตูในช่วงท้ายเกมนั้นสามารถให้เห็นผลว่าเกิดขึ้นจากเรื่องของพละกำลังและความฟิตได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเริ่มวิ่งไม่ไหว ร่างกายเหนื่อยล้า สมองและสมาธิก็ตอบสนองช้าลงเช่นกัน ซึ่งเรื่องความฟิตนี้สำคัญสุด ๆ ในเกมระดับสูงหรือการเจอกับคูแข่งในเกมนี้ต้องวัดกันด้วยสมาธิ มองกันนาทีต่อนาทีเช่นนี้ ... เรื่องนี้คือปัญหาของฝั่งท่าเรือจะต้องไปแก้กันต่อว่าพวกเขาจะทำให้อย่างไรให้วิ่งคึกเต็ม 90 นาทีได้

การเสริมทัพ

แม้การท่าเรือจะคอยขยับเสริมกำลังนักเตะมาโดยตลอด แต่ปัญหาคือส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยลงล็อกกับทีมมากนัก ผู้เล่นหลายคนย้ายเข้ามาแล้วไม่ได้โอกาสลงสนาม กลับกลายเป็นว่านักเตะขาประจำนั้นก็กลายเป็นกลุ่มคนเดิม ๆ ที่อยู่กับทีมมา 4-5 ปีเป็นหลักมาโดยตลอด นั่นแสดงให้เห็นว่าท่าเรือซื้อตัวได้ไม่ค่อยแม่นยำนักทั้งในนักเตะไทยและนักเตะต่างชาติ

จริงอยู่ที่ในซีซั่นนี้จะดูดีขึ้นมาบ้าง เพราะได้ใช้งานเเข่งใหม่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้ง แฮมิลตัน โซอาเรส, ฟราน ปูโตรส, แอร์ตอน ติบาราชี โดยปลดระวางแข้งต่างชาติที่ใช้มานานอย่าง โก ซุล กี, ดาบิด โรเชล่า และ เซร์คิโอ ซัวเรซ ขณะที่นักเตะไทยอย่าง ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ และ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ก็ได้ลงสนามมากขึ้น นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในขณะที่ท่าเรือเพิ่งเริ่มต้น บุรีรัมย์ เน้นย้ำกับเรื่องการเสริมทัพมาก่อนพักใหญ่แล้ว

อย่างที่หลายคนรู้กันนักเตะของ บุรีรัมย์ โดยเฉพาะนักเตะต่างชาตินั้น ถ้าไม่เก่งจริง ไม่ดีจริง ไม่ตอบโจทย์จริง พวกเขาพร้อมจะยกเลิกสัญญาและหาตัวใหม่มาทดแทนได้ทันที บางคนลงเล่นเพียงเลกเดียวเท่านั้น เราก็ได้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ สิ่งที่ บุรีรัมย์ ทำก็คือการรีดศักยภาพของนักเตะต่างชาติที่เป็นตัวชี้วัดผลแพ้-ชนะ ของไทยลีกอันดับต้น ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเตะต่างชาติของ บุรีรัมย์ เมื่อหาตัวที่ลงล็อกได้เเล้ว ทักจะเป็นตัวทีเด็ดที่พร้อมสร้างความแตกต่างในเกมได้เสมอ ไม่ว่าจะในฟุตบอลลีกหรือฟุตบอลถ้วยก็ตาม

โครงสร้างนักเตะไทย

นักเตะไทยของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือสิ่งที่พวกเขาเน้นยำไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มดาวรุ่งของสโมสรนั้น บุรีรัมย์ ให้โอกาสจนกระทั่งเด็ก ๆ ของพวกเขามีประสบการณ์ มีชั้นเชิงมากพอที่จะเล่นในเกมที่มีความเข้มข้นและความกดดันสูง เราจะได้เห็นนักเตะอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด และ ศุภณัฎฐ์ เหมือนตา สร้างความแตกต่างได้ไม่ต่างกับนักเตะต่างชาติเลยด้วยซ้ำในซีซั่นนี้  ขณะที่ดาวรุ่งคนอื่น ๆ แม้จะยังไม่นิ่งเท่าแต่ก็มีส่วนสำคัญกับทีมในฤดูกาลนี้ไม่น้อยไปกว่าใครทั้ง นพพล ละครพล, รัตนากร ใหม่คามิ และ ศศลักษณ์ ไหประโคน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังต้องมาแตะเรื่องการเสริมทัพอีกสักครั้ง เพราะการเสริมทัพนักเตะไทยของ บุรีรัมย์ นั้นก็สร้างจุดเปลี่ยนในช่วง 1-2 ซีซั่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ธีราทร บุญมาทัน และ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ที่ชัดเจนว่านอกจากจะเข้ามาเล่นร่วมกับคนอื่นได้อย่างไร้รอยต่อแล้ว ยังมีอิทธิพลนอกสนาม เข้ากับผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้ดี แถมยังเป็นผู้เล่นที่ได้รับความนิยมในหมู่แฟนบอล จนมีการจัดตั้งกลุ่มแฟนคลับขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านีเห็นได้น้อยมากกับนักฟุตบอลไทยยุคปัจจุบัน

โค้ชคือส่วนสำคัญ

มาซาทาดะ อิชิอิ คือโค้ชที่การันตีด้วยผลงานระดับรองแชมป์สโมสรโลก อีกทั้งยังแสดงผลงานในการทำทีมระดับไทยลีกมาแล้วกับสมุทรปราการ ซิตี้ จนขึ้นมาติดหัวตาราง ซึ่งเมื่อคุณสมบัติพร้อม บุรีรัมย์ ก็จ้างเขาเข้ามาทำงาน และอย่างที่หลายคนเห็นตอนนี้ วิธีการเล่นของ บุรีรัมย์ เป็นเหมือนอัตโนมัติแล้ว นักเตะมีความเข้าใจเกมสูงมาก สังเกตง่าย ๆ จากลูกยิงที่ ศุภณัฎฐ์ ยิงขึ้นนำ 1-0 ในเกมกับท่าเรือนัดล่าสุด คุณจะได้เห็นแพทเทิร์น การเข้าทำของบุรีรัมย์อย่างชัดเจน นั่นคือ การพยายามเล่นบอลแนวลึกจากกองกลางและกองหลัง(จังหวะนี้ได้แก่ ธีราทร) , การเอาขยับตัวหาพื้นที่ว่างและเอาชนะกับดักล้ำหน้าของนักเตะเกมรุก(จังหวะที่คือ ศุภชัย)

และสุดท้ายเมื่อ บุรีรัมย์ ได้จังหวะเล่นเกมรุก คุณจะเห็นนักเตะของพวกเขาเข้าประจำการณ์ในแต่ละจุดของกรอบเขตโทษเสมอ 1 คนไปที่เสาแรก อีกคนอยู่ตรงกลางเข้าชาร์จในกรอบ 6 หลา ส่วนอีกคนสอดมาจากเสาสอง นอกจากนี้ยังมีมิดฟิลด์ที่พร้อมจะสอดขึ้นมาเล่นจากแถวสองอีกต่างหาก .. จังหวะแบบนี้ ประตูลักษณะนี้ คือของหากินของ บุรีรัมย์ ในยุคของ อิชิอิ ที่ได้ผลสำเร็จมานักต่อนัก จนทีมมีลุ้นคว้าทริปเปิลแชปม์ติดต่อกัน 2 ฤดูกาล

ตัดกลับมาที่ฝั่งท่าเรือน่าแปลกที่พวกเขาเป็นทีมมีเงินมากระดับต้น ๆ ของไทยลีก แต่กลับไม่ค่อยลงทุนกับตำแหน่งเฮ้ดโค้ชมากนัก ซึ่งมันควรจะเป็นตำแหน่งที่ต้องลงทุนเป็นพิเศษ เพราะเฮ้ดโค้ช คือคนกำหนดทิศทางการเล่นของทีม เป็นคนที่จะเห็นปัญหา และลงมือซ่อมด้วยศาสตร์และประสบการณ์ที่พวกเขามี ถ้าทีมขาดเหลืออะไร นักเตะคนไหนต้องเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งไหนยังมีคุณภาพไม่พอ เขาจะเป็นคนแรกที่รู้ก่อนใครเสมอ

ส่วนเรื่องที่หลายคนบอกว่านักเตะของท่าเรือมักจะออกอาการขาสั่น เล่นไม่เหมือนเดิมตอนเจอบุรีรัมย์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถแก้ไขกันได้ ยกตัวอย่างง่ายคือการเข้ามาคุมทีมชาติเวียดนามของ พัค ฮัง-ซอ ที่เดิมทีในยุคโค้ชคนเก่า ๆ เวียดนาม จะเหลือตัวเล็กนิดเดียวเมื่อถึงเกมต้องเจอกับไทย แต่ในยุคของ พัค ฮัง-ซอ นั้นอย่าว่าแต่เอาชนะไทยเลย พวกเขาชนะได้แม้กระทั่งทีมระดับแถวหน้าของเอเชียไปแล้วด้วยซ้ำ

เรียกได้ว่าเป็นคนสร้างระบบเพื่อให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายระยะต่าง ๆ ที่ผู้บริหารตั้งไว้...  ดังนั้นไม่ใช่ว่าโค้ชของการท่าเรือไม่ได้เก่งกาจ แต่เมื่อโปรเจ็คต์ของพวกเขาคือการไปให้สูงกว่าจุดที่เคยทำได้ การลงทุนกับโค้ช จึงเป็นสิ่งที่ควรลงทุนมากที่สุดจุดหนึ่งเลยก็วาได้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เมื่อครั้งหนึ่ง “อิชิอิ” เคยทำงานในโรงอาหาร หลังคว้ารองแชมป์สโมสรโลก

คล้ายตรงไหนบ้าง? : ศุภณัฏฐ์ นักเตะเงา โลซาโน่ ในสายตาสื่อต่างประเทศ

เวียดนามกร้าวก่อนซีเกมส์ : "4 ปีก่อน ทรุสซิเย่ร์ ก็เคยพาทีมเวียดนามยู 19 เอาชนะไทยมาแล้ว

เก่งในสนามไม่พอ : สาเหตุใด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึงครองความยิ่งใหญ่ได้แบบยั่งยืน ?

บุรีรัมย์ ยังห่างแค่ไหน ? 10 สถิติไร้พ่ายนานที่สุดในโลก ณ ตอนนี้

คุณสมบัติอะไรที่ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมไร้พ่ายนานที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ?

ศุภณัฏฐ์ นำทัพ : 6 วันเดอร์คิดเอเชียที่ติดอันดับโลกปี 2019 ทุกวันนี้เป็นอย่างไร ?

แชร์บทความนี้
หัวหน้ากองบรรณาธิการ, คิดไซด์โค้ง-ThinkCurve
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ