Soccer vs Football : เมื่อ อเมริกา ส่งคนล้างจานมาชนะทีมชาติอังกฤษในบอลโลก

Soccer vs Football : เมื่อ อเมริกา ส่งคนล้างจานมาชนะทีมชาติอังกฤษในบอลโลก
ธัญเทพ สังขะพงศ์

อังกฤษ เรียกฟุตบอลว่าฟุตบอล แต่ อเมริกัน เรียกมันว่าซ็อคเกอร์ เรื่องนี้เถียงกันไปก็ไม่จบแต่ที่แน่ ๆ คนอังกฤษ 99.99% คิดว่า ซ็อคเกอร์ ของ อเมริกัน คือของปลอมอย่างไม่ต้องสงสัย

อังกฤษ เล่นฟุตบอลมาก่อน สร้างลีกอาชีพมาก่อน อเมริกา อยู่หลายสิบปี หรืออาจจะเป็นร้อยปี แต่เรื่องนี้มันเซอร์ไพรส์เสียยิ่งกว่าอะไร เพราะถึงจะคิดว่าปลอมแค่ไหนแต่ ซ็อคเกอร์ ก็สามารถเอาชนะ ฟุตบอล ได้ในฟุตบอลโลกปี 1950

ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกันในค่ำคืนนี้ตี 2 … Think Curve - คิดไซด์โค้ง จะพาคุณย้อนเวลากลับไปในวันที่ อเมริกาส่ง บุรุษไปรษณีย์ ช่างทาสี คนล้างจาน และคนขับรถบรรทุกศพ มาเอาชนะเจ้าแห่งฟุตบอลอย่างอังกฤษได้สำเร็จ  คำถามคือ “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

เรื่องนี้ย้อนกลับไปที่ World Cup 1950 ที่ บราซิล เป็นเจ้าภาพ…

 ในอดีตแม้กีฬาฟุตบอลไม่ได้รับความนิยมเท่ากับกีฬาอื่นๆในสหรัฐฯ แต่ก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนไปในปี 1920 สหรัฐฯกำลังพยายามสร้างลีกฟุตบอลอาชีพขึ้นมานั่นคือ “America Soccer League” แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในตอนนั้น ทำให้ลีกกำลังจะถูกทำลายลง กีฬาฟุตบอลในสหรัฐฯมันถูกมองว่าเป็น ”กีฬาสำหรับผู้อพยพซึ่งเล่นโดยผู้อพยพเท่านั้น”

ในขณะที่กีฬาฟุตบอลในอังกฤษถือว่าเป็นกีฬาประจำชาติ และมีการสร้างลีกขึ้นมาหลายสิบปีก่อนที่ประเทศอื่นๆจะก่อตั้งเสียอีก โดยในอังกฤษเรียกว่า “ฟุตบอล” โดยแทบไม่ใช้คำว่า “ซ็อคเกอร์” อย่างที่คนอเมริกันเรียกเลย

หลายคนให้เหตุผลว่าที่สหรัฐฯใช้คำว่า “ซ็อคเกอร์” เป็นเพราะเพื่อให้ไม่สับสนกับกีฬายอดนิยมของพวกเขา นั่นคือ อเมริกันฟุตบอล เรื่องนี้ถูกถกเถียงกันไปไกลถึงขึ้นหลายคนมองว่าอเมริกาต่อต้านอังกฤษรึเปล่า?

ในฟุตบอลโลก 1950 ที่บราซิล อังกฤษเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งนี้ แต่พวกเขาพ่ายแพ้ให้สหรัฐอเมริกาประเทศที่เรียก “ฟุตบอล” ของพวกเขาว่า “ซ็อคเกอร์” ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา กองเชียร์ Three Lions ในสนามต่างจดจำวันนี้ได้ดี

Photo : Facebook FIFA World Cup

ด้านหนึ่งของสนามเป็นทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์ดาวดังของวงการโลกฟุตบอล แต่อีกด้านหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นเป็นทีมนักเตะพาร์ทไทม์ก็ยังได้ บางคนเป็นคนขุดหลุมศพ เป็นคนล้างจาน หรือแม้กระทั่งบุรุษไปรษณีย์ หากมองด้วยตาเปล่าคงมองเห็นผลของการแข่งขันในนัดนี้ไปแล้ว

และตามที่คาดไว้เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีชาวอเมริกันต้องปาดเหงื่อ เมื่อ รอย เบนท์ลีย์ ศูนย์หน้าของทีมชาติอังกฤษ กระโดดโหม่งบอลจากลูกครอส ทำให้ แฟรงค์ บอร์กี้ ผู้รักษาประตูที่โดดเด่นของสหรัฐอเมริกาและนักขับรถบรรทุกมืออาชีพต้องออกแรงกระโดดเซฟ และยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น อังกฤษมีโอกาสทำประตูถึง 6 ครั้ง ใน 12 นาที มี 2 ครั้งที่ชนเสา

บอร์กี้ เล่าถึงความรู้สึกของเขาในช่วงเริ่มเกมว่า “ผมหวังว่าจะทำให้พวกเขายิงได้แค่ 5 หรือ 6 ประตู”

แต่แล้ว ณ เมืองเบโล โอริซอนเต้ ประเทศบราซิล ต่อหน้าแฟนๆประมาณ 10,000 คน เกิดเหตุการณ์ช็อคโลกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอล

ในนาทีที่ 37 ชาวอเมริกันพิสูจน์ให้เห็นถึงความเด็ดขาดของพวกเขา เป็นจังหวะยิงครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเขา วอลเตอร์ บาห์ร ครอสบอลเข้าไปยังกรอบเขตโทษ ก่อนที่บอลจะสัมผัสกับหัวของ โจ แกตเจนส์ มือล้างจานจากนิวยอร์ก โหม่งแสกหน้า เบิร์ต วิลเลียมส์ ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าไป และจากนี้ความกดดันทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่อังกฤษ

ในช่วงครึ่งหลังอังกฤษค่อนข้างสับสนเพราะพวกเขาไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครึ่งแรก อังกฤษบุกอย่าง ยิงอย่างบ้าคลั่ง แต่การเซฟที่ยอดเยี่ยมอย่างนับไม่ถ้วนของ บอร์กี้ ทำให้จบเกม สหรัฐอเมริกาสามารถเอาชนะทีมชาติมหาอำนาจลูกหนังอย่างอังกฤษไปได้ 1-0 พวกเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศและวงการฟุตบอลทั่วโลก

Photo : Pinterest

“วอลเตอร์ บาห์ร วางผ้ากันเปื้อนไว้บนโต๊ะที่บ้านในฟาร์มของเขา ณ รัฐเพนซิลเวเนีย เขาใช้ผ้ากันเปื้อนนั้นรับบทเป็นประตูของฝั่งอังกฤษ เศษกระดาษแผ่นเล็ก ๆ คือตัวแทนของตัวเขาที่อยู่ในสนามวันนั้น ขณะที่กำลังยิงประตู ที่แสดงให้เห็นว่าเขายืนอยู่ตรงไหน ก่อนที่เขาแอสซิสต์ให้ โจ แกตเจนส์ ทำประตูอังกฤษในวันนั้น”

“เกมที่สมบูรณ์แบบคือเกมที่ชนะและเล่นได้ดี”

“เราชนะในเกมวันนั้นก็จริง แต่เราไม่ได้ชนะอังกฤษจริงๆอย่างแน่นอน มันแค่เป็นหนึ่งในเกมที่ทีมที่ดีที่สุดไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ ฉันภูมิใจมาก เรามีทีมที่ดี แต่ถ้าเราได้เล่นกับอังกฤษอีก ใน 10 นัด พวกเขาจะชนะเราได้ถึง 9 นัดแน่ๆ” บาห์รกล่าว

บาห์ร กล่าวว่า “ผมเล่นได้ดีจากระยะ 25-28 หลา” เขาเป็นคนส่งบอลให้ โจ แกตเจนส์ ยิงประตูชัยให้สหรัฐในวันนั้น ใครๆต่างบอกว่าเป็นประตูที่ไม่สวยงามเอาซะเลย

ถึงมันอาจจะไม่สวยในสายตาของคนทั้งโลก แต่สำหรับคนอเมริกันแล้ว มันหวานหยดย้อยยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในชามไซรัปเสียอีก

ชัยชนะเหนืออังกฤษในฟุตบอลโลก 1950 ที่บราซิล บาห์ร ได้อธิบายว่า “ในขณะนั้นอังกฤษเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลโลก พวกเขาเป็นเต็งแชมป์ หากคุณเลือก อังกฤษ แทง 1 จ่าย 3 ในขณะที่ทีมสหรัฐฯอย่างพวกเรา แทง 1 จ่าย 500 น่าขำชะมัด”

วอลเตอร์ บาห์ร อายุ 83 ปี อดีตครูและโค้ชทีมฟุตบอล หนึ่งในสี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่จากทีมปี 1950 และอีก 3 คน คือ จอห์น เซาซ่า ช่างถักนิตติ้ง, แฮร์รี่ คีโอห์ บุรุษไปรษณีย์, และผู้รักษาประตู แฟรงค์ บอร์กี้ พนักงานขับรถบรรทุก

ในขณะสัมภาษณ์จะเห็นได้ว่า บาห์ร ยังคงฟิตหุ่นของเขา และฝึกฝนจิตใจอย่างแข็งแกร่ง เห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่าผลการแข่งขันของเกมที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงของชายวัยชราคนนี้แน่นอน

ในเกมวันนั้นไม่มีการบันทึกภาพการทำประตู และมีการถกเถียงกันว่า แกตเจนส์ ทำประตูได้หรือไม่ หรือประตูไปโดนเขาโดยไม่ตั้งใจ

แฮร์รี่ คีโอห์ เล่าว่า “แกตเจนส์พุ่งเข้าไป เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมันโดนหรือไม่ ถ้าเขากระแทกเข้าเต็มๆ มันคงจะหลุดออกไปแล้ว”

“เขาแค่เอาหัวไปโดน มันเป็นประตูที่เกิดหนึ่งในล้าน”

หลังจากเหตุการณ์นั้น คีโอห์ และ บาห์ร ได้ออกมายกย่องนักเตะชาวอังกฤษหลังจบเกม คีโอห์ กล่าวว่า “ผมชื่นชมผู้เล่นเหล่านี้มาก พวกเขาจับมือเรา พวกเขาไม่ได้พูดอะไร เหมือนจะบอกแค่ว่า…พวกคุณโชคดีแล้ว อะไรทํานองนั้น”

และ คีโอห์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่บ้านของเขาในเมืองเซนต์หลุยส์ โดยย้อนรำลึกถึง แฟรงค์ บอร์กี้ ว่า โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ในเกมวันนั้น

บาห์ร ขุดคุ้ยหนังสือพิมพ์จากปี 1950 ที่ส่วนใหญ่มาจากหนังสือพิมพ์ของบราซิล เพราะมีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสหรัฐอเมริกาน้อยมาก

"เราคิดว่านี่เป็นเรื่องพิเศษ แต่หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ในประเทศมีการพูดถึงแค่ในคอลัมน์เล็กๆ บางสื่อก็เขียนสกอร์ผิดบ้าง หรือชื่อทีมผิดบ้าง อย่าง The New York Times ก็เขียนถึงเรื่องราวนี้เพียงสองย่อหน้าเท่านั้น” บาห์รกล่าว

Photo : thesefootballtimes

และนัดเปิดสนามฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ในเมืองเลสเตนเบิร์ก ทีมชาติอังกฤษมีลุ้นที่จะล้างแค้น เพราะพวกเขาได้พบกับสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

วอลเตอร์ บาห์ร กล่าวปิดท้ายอย่างสุดแสบว่า “อังกฤษต้องรอเวลาถึง 60 ปี กว่าจะมีโอกาสล้างแค้น”

และ เบิร์ต วิลเลียมส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ วัย 90 ปี เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า

“ไม่ว่าตอนนั้นพวกเขาจะสุภาพแค่ไหน แต่ผลลัพธ์สำหรับเราแล้วมันเจ็บปวดมาก มันผ่านมา 60 ปีแล้ว สำหรับผมแล้ว ผมต้องการลืมมันอย่างมาก"

สุดท้าย บาห์ร วางแผนจะไปชมเกมที่บ้านของเขาในเทือกเขาโบลส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย และยังหวังชัยชนะที่เป็นไปไม่ได้อีกครั้ง “สหรัฐอเมริกาในตอนนี้มีทีมที่ดีและมีโอกาสทำได้กว่าเรา” บาห์ร กล่าว

แหล่งอ้างอิง :

https://www.theguardian.com/football/blog/2010/jun/10/world-cup-2010-usa-1950-england?fbclid=IwAR2Q3loOltrSlqWMZU-m9EKCAKRWBpWFujPiv2rTMetZnFfUFXRqjDMrJCQ

https://www.fifa.com/tournaments/mens/worldcup/qatar2022/news/the-miracle-belo-horizonte-1165849?fbclid=IwAR18XDYyrrD3bApwzIHJXv59q_P6J84sticGmLRfbvwrtxEBQTbkfGusvxA

https://edition.cnn.com/2022/11/24/football/england-usa-world-cup-1950-spt-intl/index.html

แชร์บทความนี้
Content Creator - คิดไซด์โค้ง-ThinkCurve
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ