โครเอเชีย เจ้าประจำ : 5 มวยรองที่เล่นมันจนได้ใจคนดูในบอลโลก 6 ครั้งหลังสุด

โครเอเชีย เจ้าประจำ : 5 มวยรองที่เล่นมันจนได้ใจคนดูในบอลโลก 6 ครั้งหลังสุด
นันทน์ภูมิ พุทธิพงษ์

หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียโชว์ฟอร์มสุดยอด พลิกล็อคช็อกโลกเอาชนะ อาร์เจนตินาไปได้ 2-1 ไม่เเน่ในปีนี้พวกเขาอาจจะกลายเป็นม้ามืดผงาดขึ้นมาสร้างเซอร์ไพร์สเข้ารอบโชว์ให้ชาวโลกได้ตกตะลึงกันก็เป็นไปได้ ต้องติดตามกันต่อไป

เราจะพาไปย้อนรอยดูว่า ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ผ่านมา ครั้งไหนบ้างที่มีทีมม้ามืดโชว์ความมหัศจรรย์หักปากกาเซียนให้เราได้เห็นกัน

โครเอเชีย - ฟุตบอลโลก 1998

Photo : Football360

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นฟุตบอลโลกครั้งเเรกของประเทศเล็กๆอย่างโครเอเชียเเละเป็นการเปิดตัวให้คนทั้งโลกได้ตกตะลึง ในรอบเเบ่งกลุ่มโครเอเชียเอาชนะ จาไมก้า 3-1 เเละชนะญี่ปุ่น 1-0 เเต่ในเเมตช์สุดท้ายไปแพ้ให้กับตัวเต็งอย่างอาร์เจนติน่า 0-1 ทำให้เข้ารอบไปในฐานะรองเเชมป์กลุ่ม

รอบ 16 ทีม สุดท้าย ลูกทีมของ มิโรสลาฟ บลาเซติค ต้องเผชิญหน้ากับโรมาเนีย เเละได้ประตูโทนลูกเดียวจากลูกโทษของ ดาวอร์ ซูเคอร์ ดาวซัลโวของทีม ส่งให้ทีมชนะ 1-0 ผ่านเข้าไปเจอของเเข็งอย่างเยอรมัน

เยอรมันอดีตเเชมป์ 4 สมัย คือเต็ง 2 ของรายการ เเต่โครเอเชียเล่นเเบบไม่มีกลัว ถล่มเยอรมันไป 3-0 เข้ารอบรองชนะเลิศ

รอบรองชนะเลิศโครเอเชียต้องเจอกับฝรั่งเศสเจ้าภาพ เเล้วเป็นดาวอร์ ซูเคอร์ อีกครั้ง ยิงให้ทีมออกนำไปก่อน เหลืออีกเเค่ 44 นาทีจะหมดเวลา ที่ขาข้างหนึ่งของโครเอเชีย ก้าวไปสู่รอบชิงชนะเลิศเเล้ว เเต่เป็นลิลิยอง ตูราม กองหลังชาวฝรั่งเศส ที่เป็นคนดับฝันโครเอเชีย เหมาคนเดียว 2 ประตู ส่งฝรั่งเศสเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ทำให้โครเอเชียต้องไปชิงอันดับที่ 3 กับ เนเธอร์แลนด์

โครเอเชียเรียกฟอร์มเก่งกลับมาอีกครั้ง เและสามารถเอาชนะเนเธอร์แลนด์ไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 ต้องขอบคุณการเซฟที่ยอดเยี่ยมของผู้รักษาประตู ดราเซน ลาดิช เเละประตูที่ 6 ของดาวอร์ ซูเคอร์ ที่ส่งให้เขาได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ พร้อมช่วยให้โครเอเชียจบ อันดับ 3 ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งเเรกของประเทศ

คีย์เเมนของโครเอเชียในครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ดาวอร์ ซูเคอร์ ศูนย์หน้าของเรอัล มาดริด ดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ที่ซัดไป 6 ประตู เเต่ไม่ได้มีเเค่ซูเคอร์คนเดียวที่โดดเด่น ยังมี สลาเวน บิลิช เเละโรเบิร์ต ยาร์นี่ สองกองหลังที่ทำผลงานได้โดดเด่นเช่นกัน

ตุรกี - ฟุตบอลโลก 2002

Photo : Leicester City

ภาพจำในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นร่วมกันเป็นเจ้าภาพของใครหลายๆคนน่าจะเป็นทรงผมไดโกะโระของ โรนัลโด้ กองหน้าบราซิเลียน ที่ตัดออกมาได้กวนเหลือเกิน เเต่ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่น่าจดจำของทัวร์นาเมนต์นั้นก็คือ ฟอร์มของทีมชาติ ตุรกี ที่ทะลุขึ้นไปจบอันดับ 3 ของฟุตบอลโลกอย่างไม่มีใครคาดคิดเลย

ตุรกีตอนนั้นนำทีมโดย เซนอล กูเนส เฮดโค้ชของทีม เเละมีสตาร์ดาวเด่นของทีมอยู่ 2 คน คือ ฮาคาน ซูเคอร์ เเละ เอ็มเร่ เบโลโซกลู ที่ค้าเเข้งอยู่กับ อินเตอร์ มิลานทั้งคู่ ในรอบเเบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มกับ บราซิล คอสตาริกา เเละจีน

นัดเเรกเปิดหัวมาเจอกับบราซิลก่อนเลย ฮัสซัน ซาส ยิงให้ตุรกีออกนำไปก่อนอย่างช็อคโลก ก่อนที่จะโดน บราซิล เร่งเครื่องพลิกเเซงเอาชนะไป 2-1 เกมที่สองเจอกับคอสตาริกา เสมอไป 1-1 สองนัดมีหนึ่งคะเเนน ลูกได้เสีย -1  รั้งอันดับสามของกลุ่ม ตามอันดับสองของกลุ่มอย่างคอสตาริกาที่สองนัดเก็บไป 4 คะเเนน ลูกได้เสียเป็น +2

นัดสุดท้ายเจอกับจีน ต้องชนะอย่างเดียวเเล้วไปลุ้นให้คอสตาริกาเเพ้บราซิลหลายประตูเพื่อเข้ารอบด้วยกฏนับลูกได้เสีย กลายเป็นว่าโชคชะตาเข้าข้างบวกกับความพยายามของทีม ตุรกีเอาชนะจีน ได้ 3-0 เเละ คอสตาริกาไปเเพ้บราซิล 5-2 ทำให้ตุรกีเเซงคอสตาริกาตามบราซิลเข้ารอบไปเป็นอันดับ 2  ของกลุ่ม

รอบ 16 ทีมสุดท้ายตุรกีเข้าไปเจอกับญี่ปุ่นทีมเจ้าภาพร่วม เป็นเกมที่สู้กันได้สนุก เเละเป็นฝ่ายตุรกีที่ออกนำเจ้าภาพไปก่อน 1-0 จากลูกเตะมุมในนาที่ 12 หลังจากนั้นญี่ปุ่นเจ้าภาพก็พับสนามบุกใส่หวังจะเอาคืน เเต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จบเกมตุรกีเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับเซเนกัล

เซเนกัลชุดนั้นนำทัพโดย เอล ฮัดจิ ดิยุฟ เข้ารอบมาเเบบฟอร์มร้อนเเรงยังไม่เเพ้ใครตั้งเเต่รอบเเบ่งกลุ่ม ทั้งสองทีมจึงสู้กันได้อย่างสูสีเเต่จบ 90 นาที ยังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องต่อเวลาพิเศษซึ่งตอนนั้นยังใช้กฏโกลเด้น โกล ใครยิงประตูได้ก่อนชนะไปเลย

และกลายเป็น อิลฮาน มานซิซ กองหน้าตัวสำรองจากเบซิคตัสที่ลงมาเเทน ฮาคาน ซูเคอร์ ซัดประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษส่งตุรกีเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับบราซิล ทีมที่เคยเจอกันมาเเล้วในรอบเเบ่งกลุ่ม

Photo : FIFA

รอบรองชนะเลิศระหว่างบราซิล เป็นนัดที่ รุสตู เรคเบอร์ ผู้รักษาประตูของตุรกีเเจ้งเกิดอย่างเต็มตัว โชว์ฟอร์มเซฟกระจายช่วยทีมได้หลายต่อหลายครั้ง เเต่ก็ยังต้านทานความเเข็งเเกร่งของบราซิลไม่ไหว จบเกม เเพ้ไป 0-1 ต้องไปชิงที่ 3 กับเจ้าภาพร่วมเกาหลีใต้

ในคืนวันเสาร์ที่เมืองเเดกู ตุรกีลงเล่นนัดชิงที่ 3 กับเกาหลีใต้ ฮาคาน ซูเคอร์ สร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูเร็วที่สุดในบอลโลกรอบสุดท้าย เพียงเเค่ 11 วินาที ก็ทำให้ตุรกีขึ้นนำไปก่อน 1-0 รูปเกมเเลกกันไปมาอย่างสนุกก่อนที่เกาหลีใต้จะตีเสมอได้จากลูกฟรีคิก เเต่ท้ายที่สุดเเล้วเป็นตุรกีที่ทำได้ดีกว่า ได้อีกสองประตูจาก อิลฮาน มานซิซ เอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-2 คว้าอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์

จุดเด่นของตุรกีในทัวร์นาเมนต์นี้คือ การร่วมเเรงร่วมใจกันเล่นของนักเตะ ช่วยกันวิ่ง ช่วยกันไล่บอล เเละความเด็ดขาดในเกมรุก เเข่ง 7 นัด ยิงได้ 10 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์เป็นรองเเค่ บราซิลกับเยอรมัน เเละทีเด็ดอยู่ที่ความเเม่นยำในการครอสบอล 5 จาก 10 ประตูที่ทำได้มาจากลูกครอสเข้าไปในกรอบเขตโทษ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีผู้เล่น 3 คน มีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ รุสตู เรคเบอร์ ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ,  อัลเปย์ โอซาลัน กองหลัง เเละตัวรุกอย่างฮัสซัน ซาส

“ทีมของผมทำให้ชาวตุรกีมีความหวังเเละมีความสุขกับฟุตบอล” เซนอล กูเนส ให้สัมภาษณ์หลังจบทัวร์นาเมนต์

อุรุกวัย - ฟุตบอลโลก 2010

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2010 ที่แอฟริกาใต้ สิ่งที่ตราตรึงใจผู้คนน่าจะเป็นเพลง waka waka ของชากิร่าเเละเครื่องเป่าของชาวแอฟริกาอย่าง วูวูเซล่า เเต่สิ่งที่ขโมยซีนไปจากสองอย่างนี้คือ ฟอร์มของทีมชาติอุรุกวัย ประเทศที่เล็กที่สุดในโลกที่เคยได้เเชมป์ฟุตบอลโลก และปัจจุบันมีประชากรเพียง 3 ล้านกว่าคนเท่านั้น น้อยกว่าจำนวนนักฟุตบอลในบางประเทศเสียอีก

อุรุกวัยในชุดฟุตบอลโลก 2010 นำทัพโดย ออสการ์ ตาบาเรส เฮดโค้ชของทีม พร้อมกับสามประสานในเเนวรุกอย่าง ดีเอโก้ ฟอร์ลัน , เอดิสัน คาวานี่ เเละ หลุยส์ ซัวเรซ รวมถึงกองหลังตัวเก๋าอย่าง ดีเอโก้ โกดิน เเละดิเอโก้ ลูกาโน่ พวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มกับฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ เเละ เม็กซิโก

เกมเเรกเสมอกับฝรั่งเศส 0-0 โดยที่รูปเกมอุรุกวัยดูเหนือกว่านิดหน่อย มีจังหวะเข้าทำแต่ยังจบได้ไม่ดีพอ เกมที่สองถล่มเจ้าภาพแอฟริกาใต้ไป 3-0 โดยที่ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน เหมาคนเดียว 2 ประตู เกมที่สามเฉือนชนะเม็กซิโกไป 1-0 ได้ประตูจากหลุยส์ ซัวเรซ ทำให้อุรุกวัยเข้ารอบในฐานะอันดับหนึ่งของกลุ่ม 3 นัด เก็บได้ 7 คะเเนน เสีย 0 ประตู

รอบ 16 ทีมสุดท้าย อุรุกวัยเข้าไปเจอกับเกาหลีใต้ เเละเป็น ซัวเรซ ที่สวมบทฮีโร่เหมาคนเดียว 2 ประตู พาทีมเอาชนะเกาหลีใต้ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้ายไปพบกับกาน่า

เกมรอบแปดทีมสุดท้ายระหว่างอุรุกวัยกับกาน่ากลายเป็นหนึ่งในเกมตำนานสุดคลาสสิคของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย กาน่าออกนำไปก่อนจากลูกยิงไกลสุดสวยของ ซัลลี่ย์ มุนตารี ในช่วงท้ายครึ่งเเรก ก่อนอุรุกวัยจะตามตีเสมอได้จากฟรีคิกของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ในนาทีที่ 55 เเล้วจบเกม 90 นาที เสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

เกมดำเนินมาถึง นาทีที่ 120 กาน่าได้ฟรีคิกบริเวณนอกกรอบเขตโทษได้โอกาสเปิดเข้าไปลุ้นจังหวะสุดท้าย เปิดเข้ามาบอลขลุกขลิกกันอยู่หน้าประตู ผู้เล่นกาน่าจิ้มบอลผ่านมือผู้รักษาประตูของอุรุกวัย อย่างเฟอร์นันโด มุสเลร่า ไปแล้ว เเต่เป็น ซัวเรซ ที่ใช้เข่าสกัดออกมาจากเส้น ก่อนที่ โดมินิค อดิยาห์ ผู้เล่นของกาน่าจะกระโดดโหม่งซ้ำบอลผ่านทุกคนไปและทำท่าจะเข้าอยู่เเล้ว

Photo : sport illustrated

เเต่เป็น ซัวเรซ คนเดิม ที่ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ สวมบทฮีโร่บินกระโดดปัดบอลออกมาด้วยมือจากบนเส้น โดนผู้ตัดสินควักใบเเดงไล่ออกจากสนามไปเเละให้จุดโทษกับกาน่าในทันที

การกระทำของหลุยส์ ซัวเรซเหมือนต่อชีวิตให้เพื่อนร่วมทีมอีกเฮือกหนึ่ง อาซาโมอาห์ กียาน รับหน้าที่สังหารจุดโทษเพื่อส่งกาน่าเข้ารอบรองชนะเลิศ เเต่เจ้าตัวอาจจะเกร็งเกินไปหรือยังไงไม่รู้ดันยิงไปชนคานออกหลังไป กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ เเละเป็นอุรุกวัย ที่ชนะในการดวลจุดโทษไป 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เรียกได้ว่า เป็นใบเเดงที่คุ้มที่สุดในชีวิตของหลุยส์ ซัวเรซเลย

“ตอนนี้ฉายาหัตถ์พระเจ้าได้กลายเป็นของผมเเล้ว ผมพึ่งโชว์เซฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทัวร์นาเมนต์ไป” ซัวเรซ ให้สัมภาษณ์หลังเกม

“มันน่าเสียดายที่เราจะไม่มีหลุยส์ในรอบรองชนะเลิศ เเต่ต้องยอมรับเลยว่า เขาเซฟได้ยอดเยี่ยมจริงๆ” ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ให้สัมภาษณ์เเซวเพื่อนร่วมทีมหลังเกม

รอบรองชนะเลิศอุรุกวัยต้องดวลกับเนเธอร์แลนด์ เริ่มเกมมาได้ 18 นาที เนเธอร์แลนด์ออกนำไปก่อน 1-0 จากลูกยิงไกลของจิโอวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สต์ เเต่อุรุกวัยมาตีเสมอได้จากการยิงไกลสุดสวยของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน อีกเช่นกัน หลังจากนั้นทั้งสองทีมเเลกกันไปมาเเต่เป็นเนเธอร์แลนด์ที่จบได้คมกว่า มาได้สองประตูติดๆกันจากเวสลี่ย์ ชไนเดอร์เเละอาร์เยน ร็อบเบน ในนาทีที่ 70 เเละ 73 อุรุกวัยพยายามไล่เอาคืนเเต่ไล่ไม่ทันได้มาลูกเดียวในช่วงท้ายของเกม จบเกมเนเธอร์แลนด์เอาชนะอุรุกวัยไป 3-2 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับสเปน ส่วนอุรุกวัยต้องไปชิงที่ 3 กับ เยอรมัน

Photo : Daily Star

นัดชิงอันดับที่ 3 เยอรมันออกนำไปก่อนจากโธมัส มุลเลอร์ ในนาทีที่ 19  ก่อนที่ เอดิสัน คาวานี่ กับ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ช่วยกันยิงคนละลูก พลิกเเซงขึ้นนำ 2-1 หลังจากนั้นเป็นเยอรมันที่โหมบุกหนักเเล้วทำได้ ได้ 2 ประตู พลิกเเซงชนะอุรุกวัยไป 3-2 ทำให้อุรุกวัยจบทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยอันดับที่ 4 เเละดีเอโก้ ฟอร์ลัน คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ 7 นัด 5 ประตู เป็นดาวซัลโวร่วมกับโธมัส มุลเลอร์ เวสลี่ย์ ชไนเดอร์เเละดาวิด บีย่า

จุดเด่นของอุรุกวัยในทัวร์นาเมนต์นี้คือ เกมรุก 7 นัด ยิงไป 11 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์ เป็นรองเเค่เยอรมันกับเนเธอร์แลนด์  โดยที่ 11 ประตู มาจากสามประสานในเเดนหน้าไปถึง 9 ลูก ดิเอโก้ ฟอร์ลัน 5 ประตู หลุยส์ ซัวเรซ 3 ประตู เอดิสัน คาวานี่ 1 ประตู

คอสตาริกา - ฟุตบอลโลก 2014

Photo : Procesto Digital

เมื่อตอนที่ประกาศผลจับฉลากรอบเเบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2014 ที่บราซิล ออกมา คอสตาริกาถูกจับให้ไปอยู่ใน กรุ๊ป ออฟ เดธ ที่ใครเห็นก็ว่าตายเเน่ๆ เจอทั้ง อุรุกวัย , อิตาลี เเละอังกฤษ ไม่มีใครมองว่าคอสตาริกาจะสามารถผ่านรอบเเรกไปได้หรือเเม้เเต่เก็บคะเเนนได้ด้วยซ้ำ

เเต่เชื่อมั้ย คอสตาริกา ลงเล่น 3 นัด ในรอบเเบ่งกลุ่ม ชนะอุรุกวัย 3-1 ชนะอิตาลี 1-0 เเละเสมออังกฤษ 0-0 จบรอบเเบ่งกลุ่มด้วยการมี 7 คะเเนนเป็นเเชมป์กลุ่มเเบบไม่เเพ้ใครเเละเสียประตูเเค่ลูกเดียวเหนือทั้ง 3 ทีม อดีตเเชมป์โลก เข้ารอบไปอย่างหน้าตาเฉย

“พวกเขาประมาทพวกเรา คิดว่าสามารถเก็บสามเเต้มได้ง่ายๆจากพวกเรา เเต่ผู้เล่นของเราเเสดงให้พวกเขาเห็นเเล้วว่าพวกเราคือใคร” วิคเตอร์ โมราเลสเเฟนบอลคอสตาริกาคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรายการทีวีของคอสตาริกาในขณะที่ออกมาเฉลิมฉลองการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายของทีมบนถนนในประเทศ

รอบ 16 ทีมสุดท้ายคอสตาริกาเข้าไปเจอกับกรีซ ไบรอัน รุยซ์ ยิงนำไปก่อนนาทีที่ 52 เกมทำท่าจะจบอยู่เเล้วเเต่คอสตาริกาที่เหลือ 10 คน ต้านทานไม่ไหว โดนกรีซตีเสมอในนาทีที่ 91 จบเกมเสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ ช่วงต่อเวลาพิเศษยังทำไรกันไม่ได้ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษเเล้วเป็นคอสตาริกาที่เอาชนะจุดโทษไปได้ 5-3 เข้ารอบแปดทีมสุดท้ายไปเจอกับเนเธอร์แลนด์

Photo : Dico Times

รอบเเปดทีมสุดท้ายเป็นเนเธอร์แลนด์ที่เเทบจะบุกใส่คอสตาริกาอยู่ฝ่ายเดียว เเต่ด้วยวินัยในเกมรับกับฟอร์มการซูเปอร์เซฟที่ยอดเยี่ยมของเคย์เลอร์ นาบาส ทำให้ทั้ง 120 นาที เนเธอร์แลนด์ ทำอะไรไม่ได้จบเกมเสมอกัน 0-0 ต้องตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ เเล้วเป็นเนเธอร์แลนด์ ที่เอาชนะจุดโทษไปได้ 4-3 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ หยุดความมหัศจรรย์ของคอสตาริกาไว้เพียงเเค่รอบนี้

ทว่า การมาได้ถึงขนาดนี้เเฟนบอลชาวคอสตาริกาออกมาเเห่ขบวนฉลอง ภูมิใจกันทั้งประเทศ เป็นการเข้ารอบลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ของคอสตาริกา เเถมยังจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการไม่เเพ้ใครเลยใน 120 นาที เเละเสียไปแค่ 2 ประตู น้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ เคย์เลอร์ นาบาส ที่คว้ารางวัล เเมน ออฟ เดอะ เเมตช์ ไปถึง 3 เกม เป็นรองเเค่ ลิโอเนล เมสซี่ คนเดียว

ทั้งนี้ เเฟนบอลชาวคอสตาริกาทั้งประเทศต้องขอบคุณชายชาวโคลัมเบียที่ชื่อว่า ฮอร์เก้ หลุยส์ ปินโต้ เฮดโค้ชของทีมในขณะนั้น ที่สร้างบรรยากาศในทีมให้สามัคคีกลมเกลียวเเละขันเกมรับให้เเน่นไว้ก่อนเเล้วเน้นเกมสวนกลับอย่างมีประสิทธิภาพ เเละนักเตะทำออกมาได้ดีมากๆ โดยเฉพาะ เคย์เลอร์ นาบาส ผู้รักษาประตูจอมหนึบจากสโมสรเลบันเต้ในประเทศสเปน พอจบทัวร์นาเมนต์เคย์เลอร์ นาบาส ได้เซ็นสัญญาย้ายทีมไปอยู่กับเรอัล มาดริด  เรียกได้ว่าฟอร์มเข้าตาสุดๆ

Photo : Caracol Radio

“ผมทำงานอย่างหนักมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในฟุตบอลโลก มันคือทั้งชีวิตของผมเลย เเละวันนี้ผมทำมันได้ ผมภูมิใจในตัวลูกทีมของผมมาก” ปินโต้ให้สัมภาษณ์หลังจบทัวร์นาเมนต์

โครเอเชีย - ฟุตบอลโลก 2018

Photo : New York Times

20 ปีผ่านไป โครเอเชียโชว์ความมหัศจรรย์ให้เเฟนบอลได้เห็นกันอีกครั้งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซีย พวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับ ไนจีเรีย ไอซ์เเลนด์ เเละรองเเชมป์เก่าอย่างอาร์เจนติน่า เเต่ไม่ใช่ปัญหาโครเอเชียเอาชนะทุกทีม เก็บ 9 เเต้มเต็มเข้ารอบไปในฐานะเเชมป์กลุ่ม ไล่จากเอาชนะไนจีเรีย 2-0 ชนะอาร์เจนติน่า 3-0 เเละชนะไอซ์เเลนด์ 2-1 ในนัดสุดท้ายของรอบเเบ่งกลุ่ม

รอบ 16 ทีมสุดท้าย โครเอเชียต้องพบกับเดนมาร์ก เริ่มเกมมาเเค่นาทีเดียว เดนมาร์กก็ออกนำไปก่อน เเต่นำได้ครู่เดียว โครเอเชียมาได้ประตูตีเสมอจาก มาริโอ มานด์ซูคิช ในนาทีที่ 4 หลังจากนั้นทำอะไรกันไม่ได้ จบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

ในช่วงต่อเวลา โครเอเชียเกือบได้เฮ หลังได้ลูกจุดโทษในนาที 115 จากจังหวะที่อันเต้ เรบิช โดนทำฟาล์วในกรอบเขตโทษ เเต่ ลูก้า โมดริช ยิงไปติดเซฟ เเคสเปอร์ ชไมเคิล ทำให้จบ 120 นาที เสมอกันอยู่ที่ 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ เเละเป็นโครเอเชียที่เอาชนะจุดโทษไปได้ 3-2 เเละผ่านเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้าย

รอบแปดทีมสุดท้ายโครเอเชียต้องมาเจอกับเจ้าภาพอย่างรัสเซีย รัสเซียออกนำไปก่อนจาก เดนนิส เชรีเชฟ ในนาทีที่ 31 ก่อนที่ อังเดร ครามาริช จะโขกประตูตีเสมอให้โครเอเชียในนาทีที่ 39 และจบ 90 นาที ไปด้วยสกอร์นี้ ต้องต่อเวลาพิเศษกันต่อ

เเละเพียงเเค่ 10 นาที ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โครเอเชียก็ออกนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมเปิดมาเเล้วเป็น โดมากอย วิด้า โหม่งเข้าไป เเต่รัสเซียด้วยความเป็นเจ้าภาพยังไม่ยอมเเพ้ง่ายๆ ตามตีเสมอได้จากเดนนิส เชรีเชฟ คนเดิม ก่อนหมดเวลาเพียงเเค่ 5 นาที

จบเกมเสมอกันไป 2-2 ต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ(อีกเเล้ว) เเล้วเป็นโครเอเชียที่ยังคงเเม่นกว่าเอาชนะจุดโทษไปได้ 4-3 เข้ารอบรองชนะเลิศไปเจอกับอังกฤษ

Photo : Sportnet

อังกฤษออกนำไปก่อนจากฟรีคิกสุดสวยของ คีเเรน ทริปเปียร์ ในนาทีที่ 5 ก่อนที่อิวาน เปริซิส จะมายิงประตูตีเสมอ 1-1 ในครึ่งหลัง จบเกม เสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ(อีกเเล้ว)

มาถึงตรงนี้ผู้คนต่างคิดไปแล้วว่าโครเอเชียจะไหวหรอ ต้องเล่น 120 นาที เป็นเกมที่สามติดต่อกัน ไม่น่าจะรอดเเน่ๆ เเต่ด้วยความเลือดนักสู้บวกกับความเก๋าของทีมชุดนี้ พวกเขากัดฟันสู้กับอังกฤษได้อย่างสูสีเเละดูเหนือกว่าด้วยซ้ำ จนความพยายามส่งผลสำเร็จมาได้ประตูชัยจาก มาริโอ มานด์ซูคิช ในนาทีที่ 110 จบเกม โครเอเชียเฉือนชนะอังกฤษ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

รอบชิงชนะเลิศ โครเอเชียต้องดวลกับฝรั่งเศสที่ซุเปอร์สตาร์ล้นทีม นำทัพมาด้วย คิลิยัน เอ็มบัปเป้ เเละปอล ป็อกบา ซึ่งในนัดนี้เเฟนบอลจะเห็นได้ชัดเลยว่าสภาพร่างกายของนักเตะโครเอเชียอ่อนล้าเเละเป็นรองทีมชาติฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด การวิ่งไล่เพรสซิ่งไม่หนักเเน่นเท่าเดิม เป็นเพราะว่าพวกเขาผ่านศึกหนัก 120 นาที มาทั้ง 3 นัด พยายามสู้อย่างเต็มที่เเล้วเเต่สุดท้ายก็พ่ายเเพ้ไปอยู่ดี 4-2 เเละจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นรองเเชมป์โลกไปอย่างน่าเสียดาย

“ประเทศเล็กเเต่ความฝันยิ่งใหญ่ นี่คือคำที่เขียนไว้ข้างรถบัสของเรา มันคือข้อความที่ดีมากๆ เหมาะสำหรับประเทศเล็กๆเเบบเรา เรามีผู้เล่นที่ดี ทุกคนทำงานอย่างหนัก เเละเชื่ออยู่เสมอว่าพวกเราทำได้ เราต้องฝันเเละมีความกระหายในชัยชนะเเล้วสักวันหนึ่งฝันนั้นจะเป็นจริง ทั้งในเเง่ของฟุตบอล เเละการใช้ชีวิต อย่ายอมเเพ้เด็ดขาด” ซลัตโก้ ดาลิช เฮดโค้ชของโครเอเชียให้สัมภาษณ์ชื่นชมลูกทีมหลังจบเกมกับฝรั่งเศส

Photo : The Indian Express 

ความเเข็งเเกร่งของโครเอเชียในชุดนี้คือ สภาพจิตใจที่เเข็งเเกร่งของทีม พวกเขาโดนนำไปก่อนจากทั้ง 3 นัด ในรอบน็อคเอาท์ เเต่ก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้ทั้งหมด เเละที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ เเดนกลาง ที่ประกอบไปด้วย ลูก้า โมดริช อิวาน ราคิติช มัตเตโอ โควาซิช เเละมาร์เซโล โบรโซวิช 4 กองกลางจอมเทคนิค ที่สลับกันเล่นเเล้วทำหน้าที่ควบคุมเเดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ทีมมีการต่อบอลเเละจ่ายบอลที่เเม่นยำ มีสถิติการจ่ายบอลเข้าไปในเขตโทษของฝ่ายตรงข้ามสำเร็จมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์

นอกจากนี้ ลูก้า โมดริช คือคนที่มีสถิติการสัมผัสบอลมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ คุมเกมเเดนกลางได้อย่างเนียนกริบ เเละคว้ารางวัล เเมน ออฟ เดอะ เเมตช์ไปถึงสามเกม รวมถึงคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ จบปีนั้น ลูก้า โมดริชคือคนที่ก้าวขึ้นไปคว้ารางวัล บัลลัง ดอร์ 2018 หรือนักเตะยอดเยี่ยมของโลกปี 2018

“มีคนพูดว่าไว้ว่าสิ่งดีๆในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆหรือมาด้วยความบังเอิญ เเละผมใช้ชีวิตโดยยึดถือคตินั้นมาตลอด ทำให้ผมเป็นคนที่พร้อมจะทำงานหนักอยู่เสมอ มันไม่เคยง่ายเลย เเต่ในที่สุดผมก็ชนะมัน ” ลูก้า โมดริช กล่าวหลังจากได้รับรางวัลบัลลัง ดอร์ 2018

Photo : Real Madrid

ทีมรองบ่อนทั้งหลายต่างทีมต่างมีวิธีการเล่นของตัวเอง ใครเด่นตรงไหนก็งัดออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ บางทีมเน้นเล่นเกมรุกบางทีมเน้นเล่นเกมรับเเล้วสวนกลับ เเต่พวกเขาเเสดงให้เห็นเเล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจที่เเข็งเเกร่งบวกกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช หรือแฟนบอล ถ้าทุกคนมีความเชื่อเเละความพยายามมากพอ มันจะพาคุณประสบความสำเร็จได้ทั้งในเรื่องของฟุตบอลเเละชีวิต

เเหล่งอ้างอิง
https://thesefootballtimes.co/2018/01/12/turkey-and-the-journey-to-the-2002-world-cup-semi-finals/
https://www.youtube.com/watch?v=AAl-MRlC3Tk
https://www.qatarmoments.com/the-inspiring-story-of-turkey-in-world-cup-2002-part-1-496814.html
https://www.sportbible.com/football/news-reactions-when-luis-suarezs-hand-of-god-put-uruguay-into-a-world-cup-semi-final-20220702
https://www.youtube.com/watch?v=jE19Pap5Fgs
https://www.theguardian.com/world/2014/jun/22/costa-rica-world-cup-football-triumph-society-values
https://www.theguardian.com/football/blog/2014/jul/04/world-cup-2014-five-things-costa-rica
https://whatculture.com/sport/10-greatest-world-cup-underdog-stories?page=4
https://www.independent.co.uk/sport/football/world-cup/world-cup-final-2018-france-croatia-zlatko-dalic-luka-modric-what-we-learned-a8449421.html
https://fbref.com/en/comps/1/2018/possession/2018-FIFA-World-Cup-Stats
https://www.independent.ie/sport/soccer/world-cup-2018/fixtures-and-results/croatia-at-the-1998-world-cup-a-look-back-at-their-last-semi-final-run-37092814.html
https://www.croatiaweek.com/19-years-ago-today-croatia-wins-bronze-at-1998-fifa-world-cup/

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ