ธีรศิลป์ แดงดา : กับการปรับสไตล์ตามอายุที่ห่างไกลคำว่า “มุ้ยหมดแล้ว”

ธีรศิลป์ แดงดา : กับการปรับสไตล์ตามอายุที่ห่างไกลคำว่า “มุ้ยหมดแล้ว”
ณัฐพล อ่วมเรืองศรี

ธีรศิลป์ แดงดา ยังคงเป็นชื่อกองหน้าสัญชาติไทย ซึ่งไม่ว่าจะไปสอบถามนักเตะที่เคยเผชิญหน้ากับเขาใน ไทยลีก มาแล้วในยุคสมัยใด ยังคงได้รับคำตอบมาว่าเก่งระดับเทพ แนวรับหลายคนถึงขนาดยกย่องให้ฝีเท้าของเขาไม่ต่างกับตัวต่างชาติ

แม้ว่าตอนนี้อายุของ มุ้ย จะก้าวล่วงมาถึงวัย 34 ย่าง 35 ปีเข้าให้แล้ว แต่ทาง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต้นสังกัดปัจจุบัน ยังไว้วางใจขยายสัญญากับเขาออกไปจนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2024/25 จากผลงานในสนามที่ร้อนแรง เป้นเหมือนตัวแบกประจำทีม สวนทางกับอายุอานามที่มากขึ้น ตบปากนักวิจารณ์ที่บอกว่า มุ้ยหมดแล้ว ได้เงียบกริบ

PHOTO : ไทยรัฐออนไลน์

ธีรศิลป์ เป็นกองหน้าที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ปรับสไตล์การเล่นอยู่ตลอด จนกลายเป็นเรื่องยากที่แนวรับจะจับทางเขาได้แบบอยู่หมัด ผ่านการค้าแข้งมาแล้วกับหลายสโมสรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ เมืองทอง ยูไนเต็ด, อัลเมเรีย และ ชิมิสึ เอส-พัลส์ เป็นต้น

แต่ละช่วงวัยของเขาก็มีความอันตรายแตกต่างกันออกไป ซึ่งหากวิเคราะห์ความแตกต่างตามยุคต่างๆ ก็จะเห็นถึงลักษณะสไตล์การเล่นที่ไม่เหมือนกัน แต่ล้วนมีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงทั้งหมด รายละเอียดการเล่นของ มุ้ย จะออกมาเป็นแบบไหนกันบ้าง ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Think Curve - คิดไซด์โค้ง

ยุคดาวรุ่ง

ธีรศิลป์ เริ่มสร้างชื่อตั้งแต่สมัยที่เล่นฟุตบอลนักเรียน จากการพา อัสสัมชัญ ธนบุรี กวาดแชมป์รายการบอลขาสั้นมากมาย ด้วยการจับคู่กับดาวยิงคู่หูที่มีชื่อว่า ศักรินทร์ จันโยธา ซึ่งเส้นทางการค้าแข้งของทั้งคู่ ลงเอยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

PHOTO : Pantip

ถ้าหาก ศักรินทร์ เป็นดาวยิงในสไตล์โป้งปิดบัญชี มีอาวุธหลักเป็นเท้าซ้ายที่ยิงได้รุนแรงและเฉียบคม ตัวของ ธีรศิลป์ จะเป็นศูนย์หน้าในสไตล์ที่มีความเร็ว สามารถเลี้ยงกินตัวได้ดี แล้วก็สามารถจบสกอร์ด้วยตัวเองได้เช่นกัน ทำให้การเล่นของทั้งสองคนจับคู่กันได้อย่างลงล็อค

ด้วยช่วงอายุที่ยังหนุ่มยังแน่น มีความกระหายความห้าว มุ้ย อาศัยความคล่องตัว บวกกับทักษะการควบคุมฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมเป็นจุดขาย เบสิคในการเล่นของเขาแน่นมาตั้งแต่แรกเริ่ม เหนือกว่าหลายๆ คนในช่วงวัยเดียวกัน

ลีลาการเล่นของ มุ้ย ที่ลากเลื้อยกว่าครึ่งสนามอยู่ช่วงนาทีที่ 3 ของคลิป

ฝีเท้าของเขาโดดเด่นจนได้ไปอยู่สโมสร ราชประชา ก่อนจะปูทางไปสู่ทีมอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด พาทีมเลื่อนชั้นจากลีกรองขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ แล้วจากศักยภาพฝีเท้าที่คนในวงการมองว่า มุ้ย มีโอกาสไปได้ไกลถึงระดับค้าแข้งในต่างประเทศ ด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปี จึงถูกส่งตัวไปฝึกซ้อมกับทีมต่างๆ อาทิ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ กราสฮอปเปอร์ ซูริค เป็นต้น

โดยทาง ธีรศิลป์ กล่าวถึงครั้งแรกที่ได้ออกไปเผชิญความท้าทายนอกประเทศบ้านเกิดเอาไว้ว่า

PHOTO : Pantip

“ตอนนั้นผมยังเด็กมาก แต่การที่ผมได้ไปใช้ชีวิตสั้นๆ ที่ แมนเชสเตอร์ ทำให้ผมเรียนรู้อะไรได้เยอะทีเดียว”

สุดท้ายพอเจ้าของสโมสร เรือใบสีฟ้า ที่เป็นคนไทยอย่าง นาย ทักษิณ ชินวัตร ขายทีมทิ้ง นักเตะไทยก็ถูกผ่องถ่ายออกจากทีม เนื่องจากไม่สามารถยื่นเรื่องในการขอใบอนุญาตการทำงานในประเทศอังกษได้

เส้นทางของ มุ้ย เลยมาลงเอยกับทีมเก่า กิเลนผยอง ในเวลาต่อมา ซึ่งการเล่นของ มุ้ย ในช่วงนั้นมีความวูบวาบ ตื่นตาตื่นใจเวลาติดเครื่อง แต่เรื่องของความละเอียดในการจบสกอร์ อาจยังเทียบไม่ได้เฉียบคมมากนัก

จุดพีคของอาชีพ

หลังจากกลับมาเล่นกับ เมืองทอง ในช่วงปี 2552-2557 มุ้ย มีส่วนสำคัญในการพาทีมเป็นแชมป์ ไทยลีก ได้ถึง 3 สมัย ในปี 2552, 2553 และ 2555 ซึ่งเป็นยุคที่ทาง กิเลนผยอง ทุ่มทุนสร้างทีมแบบเต็มที่ มีผู้เล่นต่างชาติชื่อดังอย่าง ซูมาโฮโร่ ยาย่า, ดานโญ่ เซียก้า, มาริโอ ยูฟรอฟสกี้ และ เคลย์ตัน ซิลวา ตบเท้าเข้ามาเล่นกับทีมแบบต่อเนื่อง

แล้วจากการที่ เมืองทอง ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับทีมดังจากสเปนอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในปี 2556 ทำให้เขา มุ้ย มีชื่อไปร่วมซ้อมกับทีมชุด บี และ ซี พร้อมกับนักเตะเยาวชนอีก 9 ราย แต่สุดท้ายแล้วก็ติดปัญหาเรื่องโควต้านักเตะนอกทวีปยุโรป ที่สโมสร ตราหมี ยังไม่มีพื้นที่ว่าง

มุ้ย เลยจำต้องกลับมาเล่นในบ้านเกิดต่อไป หลังอยู่ที่สเปนได้ราว 22 วัน โดยเจ้าตัวอธิบายถึงช่วงเวลานั้นว่า

PHOTO : Football Vintage
"การไปครั้งนี้ แอต.มาดริด ทีท่าว่าต้องการตัวผมไปทดสอบฝีเท้าจริงๆ ต่างกับเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ไปแบบยังไม่ทราบอนาคตที่แน่ชัด"

สไตล์การเล่นของ มุ้ย ปรับเปลี่ยนไปอีกครั้ง กลายเป็นกองหน้าตัวเป้า ที่มีหน้าที่หลักเป็นเรื่องของการจบสกอร์ แต่ไม่ได้ทิ้งเรื่องจังหวะลากตะลุยแหวกแนวรับ เพียงแต่เติมเรื่องความเก๋าและประสบการณ์ลงไป ทำให้เลือกได้ว่าจังหวะไหนควรจะเล่นแบบใด ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทีม

ธีรศิลป์ กดประตูรวมในลีกไปถึง 98 ลูก ตลอด 6 ซีซั่น จนได้รับฉายาว่า เทพมุ้ย คว้ารางวัลดาวซัลโวของลีกไปหนึ่งสมัย ท่ามกลางช่วงเวลาที่ลีกสูงสุดประเทศไทย ถูกกองหน้าต่างชาติทำผลงานแย่งซีนแบบไม่มีใคร สามารถโดดเด่นขึ้นมาเทียบชั้นได้สักรายเดียว

แล้วจากฟอร์มอันร้อนแรงดังกล่าว มุ้ย ก็ได้รับการติดต่อจากสโมสร อัลเมเรีย สโมสรเล็กๆ ในศึก ลาลีก้า สเปน ให้ย้ายไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวระหว่างเดือนกรกฎาคมปี 2557-2558 พร้อมมีเงื่อนไขการซื้อขาดระบุไว้เอาล่วงหน้าที่ราคากว่า 100 ล้านบาท รับค่าจ้างตีเป็นเงินไทยราว 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยทาง มุ้ยได้กล่าวถึงช่วงเวลานั้นไว้ว่า

"ผมว่าหวังว่าการย้ายทีมครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลไทย ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลอะไร นอกจากภาษาที่เป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตาม การไปครั้งนี้ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ผมขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด"
ไฮไลท์ช่วงที่ มุ้ย เล่นอยู่กับ อัลเมเรีย

อย่างไรก็ตาม ธีรศิลป์ ก็ไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามมากนัก ต่อให้จะลงเล่นเป็นตัวจริงเกมแรกในศึก โกปา เดล เรย์ รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่ต้องออกไปเยือน เรอัล เบติส แล้วยิงประตูได้ มีส่วนช่วยทีมให้ต้นสังกัดบุกไปเอาชนะได้ 4-3 แต่นั่นก็เป็นเพียงประตูแรกและประตูเดียวของเขาในแดนกระทิงดุ

เพราะช่วงต้นปี 2558 ธีรศิลป์ ยกเลิกสัญญายืมตัวกับ อัลเมเรีย ด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องของการปรับตัว ในปัจจัยของภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง กลับมาเล่นให้กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นคำรบที่สาม

แล้วการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการไปเล่นต่างแดน ทำให้สไตล์การเล่นของ มุ้ย เริ่มปรับเปลี่ยนให้มีมิติแตกต่างไปอีกครั้ง ไม่ใช่หน้าป้าที่ยืนรอจบสกอร์อันเป็นจุดเด่นแบบเดิม แต่กลับมีการขยับถอยลงมาเชื่อมเกม คล้ายกับมีอีกหน้าที่ในการเป็นเพลย์เมคเกอร์

สถิติการยิงประตูเลยลดน้อยถอยลงไปอยู่ค่าเฉลี่ย 3 ฤดูกาลยิงได้รวม 45 ลูก เฉลี่ยปีละ 15 ลูก แต่ก็ไม่วายเริ่มโดนกระแสวิจารณ์จากแฟนบอลว่า ไม่เก่งเท่าก่อนไปสเปน รวมไปถึงการเล่นที่ดูไม่กระตือรือล้น ขาดความกระหาย

แต่ผลงานดังกล่าวก็ยังดีพอจะเตะตา ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ทีมจากศึก เจ ลีก ที่ติดต่อมาขอยืมตัว มุ้ย ไปร่วมทีมในปี 2018

ช่วงปลายการค้าแข้ง

ประสบการครั้งแรกของ ธีรศิลป์ ในการเล่นบนเวที เจ ลีก ประเทศญี่ปุ่น แฟนบอลต่างคาดหวังกันเอาไว้สูงมาก เพราะเคยมีประสบการณ์ผ่านการเล่นลีกที่แข็งกว่านี้มาแล้วอย่างศึก ลาลีก้า สเปน ผลงานของเขาก็ออกมาอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ลงสนามรวมทุกรายการไป 37 นัด ยิงได้ 7 ประตู กับทำอีก 3 แอสซิสต์

ต่อมา ชิมิสึ เอส-พัลส์ อีกหนึ่งสโมสรในแดนอาทิตย์อุทัย ตัดสินใจยื่นข้อเสนอขอซื้อขาด มุ้ย ไปร่วมทีมด้วยราคาราว 1 ล้านยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 37 ล้านบาท แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่แตกต่างจาก ซานเฟรซเซ่ ทำให้ฟอร์มของ มุ้ย ต่ำกว่ามาตรฐานลงไปพอสมควร ลงเล่นรวมไป 25 นัด ทำไปได้แค่ 3 ประตู กับ 1 แอสซิสต์

คลิปรวม 10 ประตูในประเทศญี่ปุ่นของ มุ้ย

เมื่อผลงานไม่เข้าตา มุ้ย เลยต้องกลับมาเล่นในบ้านเกิดอีกครั้งในเดือนมกราคมปี 2021 แล้วเป็นทางสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีม ท่ามกลางกระแสของแฟนบอลที่มองว่า มุ้ย น่าจะหมดแล้ว จากการเห็นฟอร์มที่ย่ำแย่ในศึก เจ ลีก ซีซั่นสุดท้าย

นับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงตอนนี้ ธีรศิลป์ ลงเล่นให้กับ บีจี ปทุม ไปแล้ว 76 นัด ทำไป 34 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ส่วนเวทีทีมชาติรายการไหนไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์สำคัญ เขาก็พร้อมจะเปิดทางให้กับรุ่นน้องได้ก้าวขึ้นมาเล่นทดแทนตำแหน่งของตัวเอง ... แต่ดูจากการผลิตสกอร์ในแต่ละเกม หรือวิธีการเล่นของมุ้ยในแต่ละนัดเมื่อเล่นในนามทีมชาติ ก็ต้องบอกว่า ธีรศิลป์ ในวัย 35 ปี ยังคงสำคัญกับทีมชาติไทยไม่เปลี่ยนแปลง

หากนับเฉพาะฤดูกาลที่ผ่านมา มุ้ย ลงเล่นไป 32 เกมรวมทุกรายการ กดไป 19 ประตู กับทำอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งสวนทางกับอายุที่ย่างเข้า 35 ปีแบบสิ้นเชิง จนเกิดกระแสแฟนบอลเรียกหา มุ้ย ให้กลับไปช่วยทีมชาติไทยเป็นการยกใหญ่

ขนาดเพื่อนร่วมทีมที่สัมผัสการเล่นและการซ้อมในสโมสร บีจี ปทุม อย่าง ชาตรี ฉิมทะเล ยังเคยกล่าวชมเอาไว้ว่า

PHOTO : ไทยรัฐออนไลน์
“พี่มุ้ย กับ ดิโอโก้ เขาเล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ เป็นนักเตะที่เหมือนอยู่ในคลาสบอลเดียวกัน ไม่ต้องเอ่ยปากชมกันตรงๆ แต่พวกเขาให้การยอมรับกันเอง”

สไตล์การเล่นของ ธีรศิลป์ กับทัพกระต่ายแก้วตอนนี้ เปลี่ยนไปเป็นสายบอลเชิง ลงมาล้วงบอลเอง คอยเคลื่อนที่เป็นทางเลือกให้เพื่อนในการจ่ายบอลมาให้ รวมไปถึงการพักบอล ต่อบอล ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ลดทอนลงไป คือ ความเร็ว สปีดต้น และ จังหวะการลากเลื้อย อันน่าตื่นตาตื่นใจ

วลีที่ว่า สถิติไม่เคยโกหกใคร มันคงเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้แน่นอน การที่แฟนบอลไทยเอ่ยวิจารณ์ทุกครั้งว่า “มุ้ยหมดแล้ว” ตัวนักเตะเองไม่เคยออกมาตอบโต้กลับสักครั้ง แต่ตอกกลับด้วยผลงานในสนามที่ทำให้เห็นกันแบบชัดแจ้ง

ซึ่งเอาจริงๆ แล้วแฟนบอลไม่น่าไปห่วงว่า มุ้ยหมดแล้วหรือไม่? แต่ควรจะกังวลในประเด็นที่ว่า “หมดจากยุค มุ้ย แล้ว ใครจะก้าวขึ้นมาแทน?" ดีกว่า

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทพนิยายภูธร : ‘สโมสร ดอนมูล’ ตำนานทีมระดับตำบลผู้พิชิตแชมป์ เอฟเอ คัพ

เมื่อครั้งหนึ่ง “อิชิอิ” เคยทำงานในโรงอาหาร หลังคว้ารองแชมป์สโมสรโลก

คล้ายตรงไหนบ้าง? : ศุภณัฏฐ์ นักเตะเงา โลซาโน่ ในสายตาสื่อต่างประเทศ

เวียดนามกร้าวก่อนซีเกมส์ : "4 ปีก่อน ทรุสซิเย่ร์ ก็เคยพาทีมเวียดนามยู 19 เอาชนะไทยมาแล้ว

เก่งในสนามไม่พอ : สาเหตุใด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึงครองความยิ่งใหญ่ได้แบบยั่งยืน ?

บุรีรัมย์ ยังห่างแค่ไหน ? 10 สถิติไร้พ่ายนานที่สุดในโลก ณ ตอนนี้

คุณสมบัติอะไรที่ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นทีมไร้พ่ายนานที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ?

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ