โปรเเกรมเบิกเนตร : การเยือนยุโรปกับโลกใบที่ "ช้างศึก" ไม่เคยสัมผัส

โปรเเกรมเบิกเนตร : การเยือนยุโรปกับโลกใบที่ "ช้างศึก" ไม่เคยสัมผัส
ณัฐพล อ่วมเรืองศรี

หลังจากที่ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศยืนยัน โปรแกรมการอุ่นเครื่องช่วง ฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2023 ซึ่งจะเป็นการเดินทางไปเล่นเกมกระชับมิตรกับ ทีมชาติจอร์เจีย ในวันที่ 12 ตุลาคม และ ทีมชาติเอสโตเนีย ในวันที่ 17 ตุลาคม ตามลำดับ

การแข่งขันทั้งสองเกมนี้ ถือเป็นเกมอุ่นเครื่องระดับ เอ แมตช์ ที่จะนำไปคิดคำนวนเก็บแต้ม เกี่ยวกับการจัดอันอันโลกในระบบของ ฟีฟ่า แร้งค์กิ้ง ต่อไป ซึ่งทั้งสองชาติล้วนมีอันดับที่เหนือกว่า ทีมชาติไทย ทั้งหมด เพราะทีมชาติจอร์เจีย อยู่ในท็อป 100 อันดับที่ 78 และ ทีมชาติเอสโตเนีย รั้งอยู่อันดับที่ 109

แน่นอนว่าการที่สมาคม ยอมลงทุนกับการตอบรับโปรแกรมทั้งสองนัด ต้องใช้เงินทุนสนับสนุนไม่น้อย เพื่อเดินทางไปแข่งขันในทวีปยุโรปในรอบ 58 ปี ย่อมมีการประชุมพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วว่า ประโยชน์ที่จะเก็บเกี่ยวมาได้เป็นไปในทิศทางใดบ้าง? ร่วมวิเคราะห์หาคำตอบได้ใน Think Curve - คิดไซด์โค้ง

เก็บประสบการณ์เจอกับรูปแบบการเล่นที่แตกต่าง

การวางแผนพัฒนาทีมชาติไทยของสมาคม มองจากภาพคร่าวๆ ไม่ได้หยุดนิ่งไปเสียทีเดียว แม้ว่าช่วงหลังจะไม่ได้มีสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้จับต้องได้ เกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมาในปีก่อน ก็ยังวนเวียนอยู่กับชาติโซนเอเชีย และ อาเซียน ยกตัวอย่างเช่น เมียนม่าร์ และ ไต้หวัน ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามแผนการที่ตอบรับการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ WAFF Championship 2023 หรือ ชิงแชมป์แห่งชาติเอเชียตะวันตก ซึ่งมีทาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ นับมาถึงตอนนี้ยังคงคลุมเครือว่า ตกลงจะจัดการแข่งขันหรือไม่? เนื่องจากอยู่ดีๆ เจ้าภาพก็ประกาศถอนตัวซะเฉยๆ

ล่าสุด พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวเอาไว้ว่า

“คือ ความรู้สึกที่เราได้รับโอกาสรับเชิญไปแข่ง WAFF เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่ได้รับเกียรตินี้”

“แต่ในเมื่อการแข่งขันมันถูกยกเลิก เนื่องจากเจ้าภาพเขาถอนตัวจากการแข่งขัน ตอนนี้ก็ยังไม่เป็นข้อยุติ เราก็ยังแสดงตัวหรือยืนยันในสิ่งที่เราเคยเสนอตัวไว้ แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ขอให้เรื่องนี้มันได้ข้อยุติก่อน จึงจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

Photo : Goal

“แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ในช่วง ฟีฟ่า เดย์ สมาคม ไม่ได้ปล่อยปะละเลย ถึงแม้การแข่งขัน WAFF ได้ยกเลิก เราก็ต้องพยายามหาทีม หรือใช้เวลาช่วง ฟีฟ่า เดย์ ให้เกิดประโยชน์กับทีมชาติไทยให้ได้”

“เวลานี้เรายังตอบไม่ได้เสียทีเดียวว่า จะทำอย่างไรต่อไป เพราะว่าได้สัญญากับเขาว่า ทีมชาติไทย จะร่วมเข้าแข่งขัน WAFF แต่ถ้าฟุตบอลรายการนี้มันไม่เกิด แล้วมีทัวร์นาเมนต์อื่นๆ ที่เจ้าภาพหรือทีมเขาสนใจจะเชิญเราไปแข่ง ค่อยตัดสินใจอีกที”

“มันมีทางให้เลือกหลายทาง แต่เรารักษามารยาทของประเทศไทย ที่ว่าได้ตอบรับร่วม WAFF ไปแล้ว เราจะเปลี่ยนใจ ก็ขอให้มันชัดเจนว่า มันไม่มีแน่แล้ว เราเตรียม แผนหนึ่ง แผนสอง เอาไว้แล้ว แต่ติดตรงที่ว่าตอนนี้ยังออกตัวไม่ได้”

หากทาง ทีมชาติไทย มีโปรแกรมการแข่งขันกับชาติทางแถบอาหรับ แน่นอนว่า นักเตะย่อมจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เจอกับฟุตบอลที่เขี้ยว เล่นด้วยยาก ทักษะเฉพาะตัวของผู้เล่นไม่ธรรมดา แตกต่างจากที่เคยพบ เคยเจอมาจนชินชาในการดวลกับชาติอาเซียน

Photo : Goal

ดังนั้นเมื่อโปรแกรมอุ่นเครื่อง ฟีฟ่า เดย์ ช่วงเดือนมีนาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนออกมา ทางสมาคมก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียไปแบบเปล่าประโยชน์ เลือกตอบรับการไปอุ่นเครื่องกับ จอร์เจีย และ เอสโตเนีย สองชาติจากทวีปยุโรปล่วงหน้า

การแข่งขันกับทีมชาติจอร์เจีย ที่รั้งอยู่อันดับที่ 78 ของโลก จะเกิดขึ้นที่เมือง ทบิลิซี่ ซึ่งพวกเขาก็มีกุนซือโปรไฟล์น่าสนใจคุมทีมอยู่อย่าง วิลลี่ ซาญอล อดีตแบ็คขวาชื่อดังของ บาเยิร์น มิวนิค ที่เคยผ่านการคุมทีม เสือใต้ แบบรักษาการณ์ชั่วคราว, บอร์กโดซ์ และ ทีมชาติฝรั่งเศส ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีมาแล้ว

ถ้าหาก จอร์เจีย สามารถเรียกขุนพลชุดใหญ่มาได้แบบเต็มสูบ ขุนพลทีมชาติไทยจะมีโอกาสดวลกับยอดแข้งฟอร์มร้อนอย่าง ควิช่า ควาลัตสเคเลีย ปีกวัย 22 ปี จากสโมสร นาโปลี ที่มีการเล่นแสนแพรวพราว จนสื่อคาดกันว่า ถ้ามีการย้ายทีมครั้งหน้า ค่าตัวมีสิทธิ์แตะร้อยล้านยูโรได้อยู่

Photo : Sports Illustrated

แล้วการที่แนวรับของทีมชาติไทย เปิดประสบการณ์ดวลกับผู้เล่นอย่าง ควาลัตสเคเลีย นับเป็นโอกาสที่ดดีในการศึกษาวิธีการเล่นของนักเตะระดับท็อป ต้องคิดหาหนทางในการสู้กับเขาให้ได้อย่างสูสี เพื่อทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด

รวมไปถึงนักเตะอย่าง ซูริโก ดาวิตาชวิลี่ ปีกจากสโมสร บอร์กโดซ์ ในศึก ลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส ที่รูปร่างไม่ได้แตกต่างกับคนไทย มีความสูงแค่ราว 175 เซนติเมตร แต่สามารถก้าวไปเล่นในลีกยุโรปได้ ผู้เล่นทีมชาติไทยในตำแหน่งเดียวกัน อาจเก็บเกี่ยวแนวคิด สไตล์การเล่น นำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองได้เช่นกัน

ส่วนทีมชาติเอสโตเนีย ที่รั้งอยู่อันดับที่ 109 ของโลก ใกล้เคียงกับอันดับของทีมชาติไทย ที่รั้งอยู่อันดับ 111 มองตามหน้าเสื่อผ่านๆ น่าจะเป็นเกมที่สู้กันได้สูสี แม้ว่าทาง เอสโตเนีย จะจัดว่าเป็นชาติสมันน้อยประจำทวีปยุโรป แต่แนวทางการเล่นของพวกเขาก็น่าสนใจทีเดียว

กุนซือของพวกเขาอย่าง โธมัส ฮาเบอร์ลี่ พาทีมนำเป็นจ่าฝูงของศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ดี เก็บชัยชัยชนะได้หมด 4 เกมรวด เหนือเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง มอลตา และ ซาน มาริโน่

Photo : Delfi Sport

แผนการเล่นถนัดของพวกเขา คือ การใช้เซนเตอร์แบ็คตัวกลางสามตัว หากเจอกับทีมที่เกรดพอกันจะใช้ระบบการเล่น 3-5-2 เน้นเกมบุกเพื่อหวังชัยชนะ แต่เวลาต้องเจอกับทีมที่พวกเขาเป็นรอง จะปรับมาเป็น 5-3-2 เน้นซื้อเกมรับยันเอาไว้ก่อน ซึ่งเกมล่าสุดที่อุ่นเครื่องกับ ทีมชาติฟินแลนด์ ก็แพ้ไปฉิวเฉียดแค่ 0-1

ทีมชาติไทย จะได้เจอกับฟุตบอลยุโรป ที่เลือกใช้แทคติกแบบทีมเล็ก เน้นเกมรับ โจมตีจากริมเส้นด้านข้าง เปิดบอลเข้าไปให้กับกองหน้าแบบ เฮนรี่ อานิเย่ร์ ที่เคยมาโชว์ผลงานใน ไทย ลีก ให้เห็นกันมาแล้ว

แถมแนวรับก็มีผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง เออร์โก ตูกยาส ที่อายุเพียง 19 ปี แต่จุดเด่นอยู่ที่ความสูง 192 เซนติเมตร และเรียนรู้วิธีการใช้งานเพลเมคเกอร์คนสำคัญ คอนสแตนติน วาสซิลเยฟ ที่อายุปาเข้าไป 38 ปีเข้าให้แล้ว แต่ยังคงติดทีมชาติเหนียวแน่น รับบทกัปตันทีม เพื่อนำมาปรับใช้กับแกนหลักของ ทีมชาติไทย ที่แต่ละรายก็อายุปาเข้าไปไม่ใช่น้อยๆ แล้ว

Photo : Sport

ทดลองทีม ทดลองแผน ทดลองผู้เล่น

จากการวิเคราะห์ของ น.อ. ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และ พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน อดีตผู้เล่นทีมชาติไทย มองว่า การไปเล่นถึงยุโรปเป็นแผนงานที่ยอดเยี่ยม เพราะการอุ่นเครื่องกับชาติยุโรป ที่มีอันดับ แร้งค์กิ้ง ที่สูงกว่า ไทย นั้นเจอกันแบบน้อยครั้งมากๆ ในอดีตที่ผ่านมา ขนาดยุคของ เดอะ ตุ๊ก ก็ยังไม่มีการเดินทางไปเจอกับชาติ ยุโรป, อเมริกาใต้ หรือ กาฬทวีป

ค่าใช้จ่ายที่ทางเราจะออกแค่ค่าตั๋วเครื่องบิน แล้วเป็นทางชาติที่เชิญไปดูแลเรื่องที่พักและอาหารให้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะหากเราเชิญชาติอื่นๆ ที่มีอันดับเหนือกว่ามาเตะกันที่ประเทศไทย เราต้องเป็นฝ่ายดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ส่วนในเรื่องของการเตรียมตัวรับมือ น.อ. ปิยะพงษ์ มองว่า

“มันสำคัญคือได้ประสบการณ์ การเตรียมตัวรับมือขึ้นอยู่กับโค้ช ว่าจะวางแผนการเล่นให้แต่ละตำแหน่งยังไง”

“โค้ชสามารถเลือกวางแผนการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะระบบการเล่น วิธีการเล่น รูปแบบการเล่น คนที่จะลงเล่นจะใช้แบบไหนยังไง”

“ที่สำคัญคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ได้รับกลับมา จะสามารถนำมาต่อยอดเอาไปใช้ได้แบบไหนบ้าง”

Photo : Goal

เมื่อมาดูถึงแนวทางการทำทีมของ มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือทีมชาติไทยคนปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าตัวของโค้ชรายนี้ มีการปรับเปลี่ยนการเล่น พยายามทดลองแผนใหม่ๆ รวมไปถึงให้โอกาสนักเตะไทย ที่ฟอร์มกำลังเข้าฝักมาติดทีมชาติ

ในเกมที่ มาโน่ ต้องการความเหนียวแน่นในเกมรับ เขาจะเลือกใช้ระบบกองหลังตัวกลางสามคน มีวิงแบ็คสองฝั่งที่ไม่ได้ดันสูงมากนัก แต่เกมไหนที่หวังจะบุกใส่ก็จะปรับมาเป็น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 เพิ่มจำนวนแนวรุกเข้าไปมากขึ้น ซึ่งยังไม่มีแผนไหนที่ใช้แบบตายตัว

การเปลี่ยนแปลงบทบาทนักเตะตัวหลักครั้งล่าสุด ที่ได้รับคำชมจากแฟนบอลชาวไทยล้นหลาม คือ การนำเอาทาง ธีราทร บุญมาทัน มายืนเป็นกองกลาง รับบทบาทคล้ายๆ กับ โฮลดิ้ง มิดฟิลด์ รับผิดชอบทั้งการตัดบอลเกมรับ และคอยเชื่อมเกมออกบอลจากหลังไปหน้า

Photo : Goal

อย่างไรก็ตามการลองปรับเปลี่ยนครั้งนั้น เป็นการเจอกับคู่แข่งระดับอาเซียน ซึ่งต้องยอมรับกันตามตรงว่า ยังไม่สามารถวัดผลอะไรได้มากนัก หากเราวางตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น “เจ้าอาเซียน” จริงๆ ตามที่เคลมไว้ แล้วหวังจะก้าวข้ามโซนนี้ไปสักที ดังนั้นการเจอกับคู่แข่งจากยุโรปทั้งสองชาติ จะเป็นบททดสอบสำคัญ ที่ไม่ได้มีโอกาสให้ลองกันบ่อยๆ

ยิ่งพอมามองดูอายุเฉลี่ยของขุนพล ทีมชาติไทย ที่ทางเว็บไซต์ต่างประเทศ ระบุออกมาที่ 28.4 ปี เหมือนว่าจะเป็นตัวเลขที่ดูดี เพราะเป็นอายุช่วงที่นักเตะกำลังเข้าสู่ช่วงพีคของการค้าแข้ง แต่รายละเอียดลึกลงไป อาจไม่ได้ดีจริงทั้งหมด

นายทวารมือหนึ่งของทัพ ช้างศึก ยังไม่มีการวางตัวเอาไว้แน่นอน ตัวเลือกเบอร์ต้นๆ มีทั้ง กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล และ กิตติพงษ์ ภูแถวเชือก ที่อายุแต่ละรายแตะเลขสามไปแล้ว

แดนหลังยังต้องพึ่งพาตัวหลักอย่าง ธีราทร และ พรรษา เหมวิบูลย์ ที่อายุก็ปาเข้าไป 33 ปี และ 32 ปี ให้เป็นผู้นำในเกมป้องกันให้กับน้องๆ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ทั้งคู่จะยืนระยะฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม ไปได้นานแค่ไหน

Photo : Goal

แดนกลางและแดนหน้า ผู้เล่นที่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนานอย่าง สารัช อยู่เย็น, สรรวัชญ์ เดชมิตร, อดิศักดิ์ ไกรษร และ ธีรศิลป์ แดงดา ก็เข้าสู่ช่วงท้ายของอาชีพแล้วทั้งนั้น ซึ่งทุกคนผ่านจุดสูงสุดในการค้าแข้งมาแล้วทั้งหมด

จากตัวอย่างผู้เล่นที่ยกมาข้างต้น หมายความว่า มาโน่ จำเป็นต้องเสาะหาตัวเลือกใหม่ๆ เข้ามาถ่ายเลือดให้กับ ทีมชาติไทย ในการวางแผนการทำทีมแบบระยะยาว เนื่องจากโปรแกรมเกมอุ่นเครื่องที่วางแผนไว้ เป็นการเตรียมทีมสำหรับลุยศึก ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 2026

เป็นไปได้สูงว่าผู้เล่นแกนหลักหลายราย อาจจะมีการปลดระวางตัวเองไประหว่างทาง ซึ่งตัวของเทรนเนอร์ต้องมีแผนการรับมือ ทดลองใช้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานกับแกนหลัก ค่อยๆ ถ่ายเลือดไปทีละตำแหน่ง

Photo : Goal

รวมไปถึงปรับจูนแผนการเล่น ระบบการเล่นต่างๆ ให้เข้ากับตัวหมากที่มีอยู่ในมืออย่างเหมาะสมที่สุด ก่อนจะไปลุยงานหนักของจริงที่รออยู่ข้างหน้า

มุมมองของ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน วิเคราะห์ถึงการวางแผนของ มาโน่ เอาไว้ว่า

“ก็มีคิดได้นะว่าจะวางแผนการเล่นให้แพ้น้อย เพราะถ้าแพ้มากบางทีโค้ชอาจจะมีปัญหาตามมา แต่จริงๆ ถ้ามองกันอีกมุมหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องคิดเยอะ เล่นในสไตล์ตัวเอง พยายามสร้างสรรค์แนวทาง ต่อกรด้วยวิธีการของเรา มันก็จะดูดีกว่า ส่วนผลแพ้-ชนะ ค่อยไปว่ากันอีกที”

โอกาสในการสร้างชื่อให้ชาติโซนอื่นๆ สนใจ

แน่นอนว่าการตอบรับคำเชิญของ ทีมชาติไทย ในการเดินทางไปอุ่นเครื่องในทวีปยุโรป ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้ทีมชาติอื่นๆ จากโซนต่างๆ ทั่วโลก หันมาให้ความสนใจทัพ “ช้างศึก” มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะทิ้งเวลายาวนานกว่า 58 ปี กว่าจะกลับมาเล่นต่างทวีปเช่นนี้

เหมือนเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่า ทีมชาติไทย ยินดีจะออกจากเซฟโซนของตัวเองแล้ว ขอแค่มีการติดต่อเจรจาเข้ามาอย่างจริงจัง มีรายละเอียดอย่างชัดเจนให้พิจารณา ไม่ว่าจะชาติเล็กชาติใหญ่ ถ้าดีลมันคุยกันลงตัว ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้หมด

แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ ไทย ในการเปิดตัวเดินทางไปอุ่นแข้งต่างทวีป จะเป็นการเจอกับชาติระดับล่างๆ ที่เป็นเหมือนสมันน้อยประจำโซน แต่หากมีทีมอื่นๆ ที่อันดับเหนือกว่าเรา ต้องการทำคะแนน ฟีฟ่า แร้งค์กิ้ง ให้อันดับขยับขึ้น ทีมชาติไทย จะกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกในโผทันที เพราะมีประวัติจากสองเกมนี้เป็นทุน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จอร์เจีย & เอสโตเนีย : ทุกเรื่องที่คุณรู้ก่อนการเยือนยุโรปครั้งแรกในรอบ 58 ปี ของทีมชาติไทย | Think Curve - คิดไซด์โค้ง
Think Curve - คิดไซด์โค้ง การประกาศว่าทีมชาติไทยได้อุ่นเครื่องกับ จอร์เจีย และ เอสโตเนีย ในฐานะเกมเยือน ในช่วงวันที่ 12 และ 17 ตุลาคม นี้ ทำให้หลายคนสนใจเกี่ยวกับโปรเเกรมดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีไม่บ่อยครั้งที่ไทยจะได้เล่นกับทีมจากทวีปยุโรป และนี่ยังเป็นการเจอกันแบบเล่นเกมเยือนกับทีมยุโรปครั้งแรก…


ยิ่งไปกว่านั้นการประชาสัมพันธ์ ทัพช้างศึก ให้โชว์ผลงานออกสู่สายตาชาวโลก ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งทาง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตกองหน้าระดับตำนานทีมชาติ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เป็นการวางแผนที่ดีของสมาคม ที่ประกาศออกมาอย่างชัดเจน บางทีการเดินทางไปแบบนี้ สามารถเตรียมการได้หลากหลายอย่าง”

“สำคัญคือการวางแผนเรื่องการถ่ายทอดสด ก็อาจเลือกเป็นการถ่ายผ่าน ยูทูป ช่องไหนบ้าง เพราะการถ่ายทอดสดในระดับการอุ่นเครื่อง เอ แมตช์ ในยุโรป มันค่อนข้างเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ถ้าเป็นช่องทางแค่ ยูทูป บวกกับภาพตัดต่อเข้ามา มันก็สามารถที่จะทำได้ ซึ่งผมคิดว่าสมาคมมีการเตรียมการเอาไว้อย่างดี”

Photo : Goal

หากผลงานของ ทีมชาติไทย ในสองเกมดังกล่าวออกมาน่าประทับใจ คงจะเรียกความสนใจจากชาติอื่นๆ ต่างทวีปได้มากพอสมควร แล้วอาจมีการต่อยอดพูดคุยกันถึงโปรแกรมในอนาคตข้างหน้า ซึ่งแฟนบอลอาจได้เห็นชาติเราได้ดวลกับทีมอื่นๆ ที่ไม่เคยพบกันมาก่อน

แต่ถ้าผลงานออกมาไม่เป็นดังที่คาด สิ่งสำคัญที่ต้องมาดูกันต่อไป คือ อนาคตของโค้ชอย่าง มาโน่ ว่าจะไปลงเอยที่จุดไหน? เพราะสัญญาของเขาจะหมดลงแค่ช่วงปลายปีนี้เท่านั้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทั้งที่เป็นภูมิภาคบ้าบอล : ทำไมไม่ค่อยมีนักเตะสัญชาติ ‘อาเซียน’ ค้าแข้งอยู่ในยุโรป

ย้อนต้นตอจากวูชคิช : ทำไมนักเตะยุโรปตะวันออกจึงนิยมมาเล่นในไทยลีก ?

จากเมืองทองฯ ถึง ท่าเรือฯ : รวมดาวทีมชาติไว้ในสโมสรเดียวกันได้ประโยชน์จริงหรือ?

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

https://thinkcurve.co/cchaakn-rewy-suu-liew-rphuul-y-ntamnaankhrangsudthaaythiithiimchaatiaithyluyyuorp/

https://www.youtube.com/watch?v=Uo65TkMVm6w&t=518s

https://www.transfermarkt.com/thailand/startseite/verein/5676

https://www.transfermarkt.com/estland/startseite/verein/6133

https://www.transfermarkt.com/georgien/startseite/verein/3669

https://www.youtube.com/watch?v=AmJ8Iw25icI

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ