Y2K เดอะ ซีรี่ส์ : เรื่องเล่าสมัยไทยลีกยังเต็มไปด้วยขาโหดจาก "รุ่งโรจน์ สว่างศรี"

Y2K เดอะ ซีรี่ส์ : เรื่องเล่าสมัยไทยลีกยังเต็มไปด้วยขาโหดจาก "รุ่งโรจน์ สว่างศรี"
ธัญเทพ สังขะพงศ์

เมื่อพูดถึงอดีตนักเตะทีมชาติไทยที่ได้รับการจดจำในตำแหน่งต่าง ๆ นั้นล้วนผุดขึ้นมาในหัวเหมือนดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเกมรุกอย่าง ศรายุทธ ชัยคำดี หรือ โจ้ 5 หลา , ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ในตำแหน่ง กองกลาง ดัสกร ทองเหลา หรือ “เด็กระเบิด”, จอมสังหารฟรีคิก อาทิตย์ สุนทรพิธ และในตำแหน่งกองหลัง  ณัฐพงษ์ สมณะ ปราการหลังร่างยักษ์, หรือแบ็คจอมตะลุยอย่าง สุรีย์ สุขะ

และอีกคนในตำแหน่งกองหลังที่ได้รับการขนานนามว่า “จอมโหด” แห่งวงการลูกหนังไทย และแฟนบอลไทยหลาย ๆ คนอาจลืมเขาไปแล้ว หนึ่งในนักเตะที่สร้างความกลัวให้กับกองหน้าได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ “รุ่งโรจน์ สว่างศรี”

เส้นทางก่อนจะมาเป็นกองหลังระดับแนวหน้าและที่มาที่ไปของฉายา “นที2” ของเขาเป็นอย่างไร ติดตามไปพร้อมกับพวกเรา ThinkCurve - คิดไซด์โค้ง

ร่างทรง นที ทองสุขแก้ว

รุ่งโรจน์ สว่างศรี เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2538 กับสโมสรธนาคารกรุงไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี... นี่คือเรื่องที่มีให้เห็นไม่บ่อยนักสำหรับนักเตะที่อายุยังไม่ถึงวัยทำบัตรประชาชน

โดยสัญญาฉบับแรกของเขาไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเป็นลักษณ์อักษร มีเพียงสัญญาใจที่มีให้กันเท่านั้น โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อเดือน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : Y2K เดอะ ซีรีส์ : เปิดตำนาน “ชลขาโหด” ของ ชลทิตย์ จันทคาม
Y2K เดอะ ซีรีส์ : เปิดตำนาน “ชลขาโหด” ของ ชลทิตย์ จันทคาม| Think Curve - คิดไซด์โค้ง
Think Curve - คิดไซด์โค้ง กระแส Y2K กำลังระบาดไปทั่วโซเชียล และหากพูดถึงยุค 2000 หนึ่งในนักเตะที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ ชลทิตย์ จันทคาม กองหลังจอมโหดของชลบุรี เอฟซี ที่โลดแล่นอยู่ในวงการลูกหนังแดนสยามมาตั้งแต่ปี 2004

ซึ่งในตอนแรก รุ่งโรจน์ ได้มีการปฎิเสธข้อเสนอจากสโมสรธนาคารกรุงไทยไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะนั้นขณะนั้นเจ้าตัวยังเด็ก

“ตอนนั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มาแข่งฟุตบอลนักเรียนที่กรุงเทพฯ แต่จำไม่ได้ว่ารายการไหน พอแข่งเสร็จกำลังจะขึ้นรถกลับ อาริศ (อาริศ กุลสวัสดิ์ภักดี) ซึ่งเป็นสต๊าฟฟ์โค้ชธนาคารกรุงไทยเข้ามาชวนให้ไปอยู่ด้วย คือเรายังเด็ก ก็เลยปฎิเสธไปก่อนในตอนแรก” รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เล่า

“อีกครั้งหนึ่งที่สต๊าฟฟ์โค้ชกรุงไทยมาหา เขาชวน ภัทร (ภัทร ปิยภัทร์กิติ) ไปด้วย ภัทร ก็มาเร้าให้ผมไปด้วย ก็ยังลังเลอยู่”

“มึงไม่อยากเห็น นที ตัวเป็น ๆ เหรอวะ?” เสียงปริศนาที่ดังมาจากบนรถบัสของโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่กำลังเตรียมเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งฟุตบอล เป็นเสียงที่กระตุ้นความฝันของ รุ่งโรจน์ ที่จะได้เห็นฝีเท้านักเตะไอดอลของเขาอย่างใกล้ชิด

“ผมไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากเพื่อนคนไหน เขาคงรู้ว่าผมชอบพี่ดำ (นที ทองสุขแก้ว) มากๆ ผมคิดว่าทางเดียวที่จะมีโอกาสได้เห็นนที เล่นฟุตบอลแบบติดขอบสนามก็คือการเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ผมจึงตัดสินใจวิ่งตามไปบอกสต๊าฟฟ์โค้ชกรุงไทย ว่าผมตกลงที่จะไปอยู่ด้วย”

รุ่งโรจน์ ทำได้เพียงนั่งรถจากจังหวัดสุพรรณบุรี เข้ามาชมเกมฟุตบอลไทยลีกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ตลอดระยะเวลา 5 เดือนแรกในการเริ่มต้นเป็นนักเตะของสโมสรธนาคารกรุงไทย เนื่องจากเขายังต้องเรียนหนังสือ

“ทุกวันเสาร์จะมีรถตู้ของธนาคาคกรุงไทยวิ่งจากสุพรรณบุรี เข้ากรุงเทพ ผมก็ติดรถเข้ามาด้วย ถ้าทีมมีแข่งวันอาทิตย์ก็ซ้อมกับทีมวันเสาร์ รับเบี้ยเลี้ยง 120 บาท แต่ถ้าทีมแข่งวันเสาร์ก็เหมือนนั่งรถมาดูบอลเฉย ๆ เรียกว่าดูบอลฟรีมีเงินให้ (หัวเราะ) กว่าจะได้เข้ามาซ้อมกับทีมแบบจริงจังก็ตอนปิดเทอม” รุ่งโรจน์ เล่าถึงช่วงแรกในการเข้ามาเป็นนักเตะธนาคารกรุงไทย

และแล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่เขาจะได้เห็นไอดอลของเขา นที ทองสุขแก้ว ลงสนาม ในเกมการแข่งขันระหว่าง ธนาคารกรุงไทย พบกัย สโมสรตำรวจ ในศึกฟุตบอลไทยลีกครั้งที่ 1

แต่แล้วก็ฝันสลายเหมือนเขาไม่เห็น นที ลงสนามทำการแข่งขัน “พอรู้ว่าสัปดาห์นี้ทีมจะได้เจอกับตำรวจ ผมก็ตื่นเต้นเลย จะได้เห็นพี่ดำ แต่พอรู้ว่าพี่ดำไม่มา ก็เซ็งเลย"

ซึ่งทาง ธนาคารกรุงไทย เริ่มต้นฟุตบอลไทยลีกครั้งแรกไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ พวกเขาทำผลงานได้เพียงอันดับรองบ๊วยในการแข่งขันปีแรก ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ซึ่งทำให้ รุ่งโรจน์ สว่างศรี ได้มีโอกาสลงสนามอย่างเป็นทางการให้กับต้นสังกัด

Photo : สโมสรราชประชา 

"ตอนที่ทีมตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ผมก็เริ่มได้รับโอกาสลงสนาม ความจริงตอนนั้น ธนาคารกรุงไทยก็มีเด็กๆหลายคน แต่มีผมคนเดียวที่ได้รับโอกาสลงสนาม ได้เล่นทั้งกองหลัง กองกลาง การได้เล่นฟุตบอลลีกอาชีพตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้น ม.4 มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น พอเราไปเล่นฟุตบอลนักเรียนทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด"

และนอกจากเด็กหนุ่มดาวรุ่งมากพรสวรรค์รายนี้จะได้รับการฝึกฝนทักษะและความสามารถจากสต๊าฟโค้ชของธนาคารกรุงไทย ยังมี อำนาจ แก้วเขียว และ อภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ เป็นอาจารย์คอยขัดเกลาวิชาการเอาตัวรอดบนเวทีไทยลีกให้อีกด้วย จนสามารถก้าวมาเป็นกองหลังระดับแถวหน้าเมืองไทยตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และยิ่งไปกว่านั้นเขากลายเป็นแนวรับที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดคล้ายคลึงกับสไตล์การเล่นของอาจารย์ของเขา

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูก อำนาจ แก้วเขียว ตะคอกใส่ขณะอยู่ในเกมการแข่งขันเกมหนึ่ง เด็กหนุ่มปราการหลังวัย 15 ปี ของทีมธนาคารกรุงไทยกำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนก บ่งบอกถึงความกลัวที่กำลังก่อตัวอยู่ในความคิดของเขา ในขณะที่เขากำลังโดนแข้งรุ่นพี่ฝ่ายตรงข้ามไล่กวดอยู่ฝ่ายเดียว

มีเสียงตะโกนภายในสนาม "ไอ้โรจน์! มึงกลัวเหรอ?" เสียงตะโกนบวกตะคอกของแข้งรุ่นพี่ที่เปรียบเสมือนอาจารย์ อำนาจ แก้วเขียว ตะโกนใส่เด็กหนุ่มที่กำลังตื่นกลัว

"ผมเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจริง ๆ ก็ตอนกรุงไทยอยู่ดิวิชั่น 1 ตอนนั้นผมอายุยังไม่ถึง15 ด้วยซ้ำ ก็ลงสนามบ่อยนะถูกจับมาเล่นกองกลาง ด้วยความที่เป็นเด็กก็โดนฝั่งตรงข้ามไล่เตะประจำ ไม่ใช่แค่เตะนะ ทั้งขู่ทำสารพัดวิธีให้เรากลัว พอโดนเตะก็ก้มหน้าเล่นฟุตบอลต่อไปไม่สนอะไรทั้งนั้น ก็จะโดนพี่อำ (อำนาจ แก้วเขียว) พี่จิ๋ว ( อภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ) ดุด่าอยู่ตลอด ว่าเรากลัวเราไม่สู้"  รุ่งโรจน์ กล่าว

และเมื่อ รุ่งโรจน์ ได้รับโอกาสลงสนามจึงจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อมร่วมกับทีม มีการซ้อมที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนจาก โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มาเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม และนั่นทำให้เขามีโอกาสได้ทำการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลนักเรียน

ด้วยประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาในการเล่นลีกอาชีพของเขาก็ทำให้เขาเหนือชั้นกว่านักเตะในรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่มีกองหน้ารายไหนสามารถเลี้ยงบอลผ่านเขาได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน

เป็นเหตุผลให้ฟอร์มการเล่นของ รุ่งโรจน์ ไปเตะตาแมวมองของฟุตบอลทีมชาติ และได้ก้าวไปติดทีมชาติไทยในระดับเยาวชนเป็นครั้งแรก พร้อมถูกคาดหวังจากแฟนบอลว่า จะก้าวมาเป็นสุดยอดกองหลังของเมืองไทย ถึงขนาดได้รับฉายาว่า "นที 2"

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : เพราะเหตุใดแข้งฟิลิปปินส์จึงเป็นโควต้าอาเซียนยอดนิยมของไทยลีก?
เพราะเหตุใดแข้งฟิลิปปินส์จึงเป็นโควต้าอาเซียนยอดนิยมของไทยลีก? | Think Curve - คิดไซด์โค้ง
Think Curve - คิดไซด์โค้ง การปรับโควต้าการลงทะเบียนนักเตะต่างชาติในศึก ไทยลีก จากเดิม 3 (ต่างชาติ)+1 (เอเชีย)+3 (อาเซียน) ให้กลายมาเป็น 5 (ต่างชาติ)+1 (เอเชีย) + ไม่จำกัด (อาเซียน) ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวกับสโมสรที่ทำทีมพอสมควร

"เวลาพวกผู้ใหญ่เขาบอกว่าเราคือ นที2 ก็แอบดีใจนะ ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่หรอกว่า ผมมีพี่ดำเป็นไอดอล เออ...เกือบลืมไปเลย ผมเคยลงสนามเจอพี่ดำครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าเป็นรายการไหน ตอนนั้นแกก็ใกล้จะเลิกเล่นแล้ว อายุก็เยอะแล้วนะแต่ยังสุดยอดอยู่เลย เสียดายที่เล่นกองหลังเหมือนกันเลยไม่ได้เข้าไปใกล้ ใจจริงก็อยากจะขอโค้ชไปเล่นกองหน้า (หัวเราะ)" รุ่งโรจน์ เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

จุดเริ่มต้นของฉายา "ขาโหด"

รุ่งโรจน์ ก้าวไปติดทีมเยาวชน 19 ปี ด้วยวัยเพียง 17 ปี ซึ่งถือว่าแบกอายุพอสมควร แต่ด้วยฟอร์มการเล่นทำให้เขาเริ่มได้รับโอกาสมากขึ้นในสีเสื้อ "วายุภักษ์" เขาถูกจับมายืนเป็นเซ็นเตอร์คู่กับ อำนาจ แก้วเขียว จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของบรรดาแข้งรุ่นพี่ทีมตรงข้าม ที่อยากจะเลี้ยงผ่านปราการหลังดาวรุ่งรายนี้

"หลายคนอาจจะคิดว่าฟุตบอลไทยลีกเมื่อสิบกว่าปีก่อน พวกโหด ๆ จะมีแต่กองหลัง แต่ไม่ใช่เลย ทุกตำแหน่งเล่นหนักกันหมด ยิ่งถ้าเจอนักเตะที่เด็กกว่าก็ต้องไล่เตะให้กลัว ตอนนั้นผมยังเด็กเลยก็โดนไล่เตะเป็นธรรมดา ยิ่งเจอกองหน้าอย่างพี่สุปรีย์ (สุปรีย์ ตัณฑะเตมีย์) น้ารณ (รณชัย สยมชัย) พวกนี้เป็นกองหน้าประเภทแพรวราวแถมมีลูกหนัก ลูกตุกติก เขาจะเตะขู่เราก่อนเลย" รุ่งโรจน์ เล่า

"ไทยลีกยุคก่อนเขาก็เตะกันหนัก ถ้าใครปอดก็เล่นไม่ได้ทั้งเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นกองหลังต้องเตะขู่กองหน้าก่อนเพื่อให้เราเล่นได้ง่าย แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กจะไปเตะใครล่ะ? แต่พอไม่เตะก็โดนเขาเตะ พี่อำ (อำนาจ แก้วเขียว) ก็เลยบอกว่าถ้ากองหน้าเขาไม่กลัว เราก็รอเสียประตูได้เลย เขาค่อย ๆ สอนให้เราเล่นดุดันแบบเขา"

"เราจะไปเตะดื้อ ๆ ก็ไม่ได้เพราะเจอแต่รุ่นพี่ ก็ต้องอาศัยจังหวะเข้าปะทะที่เราต้องไปทั้งตัวเลย จังหวะ 50-50 ผมบวกไปเกินร้อยเลย หลังจากนั้นผมก็เริ่มเล่นหนักขึ้น จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวว่าเป็นนักเตะประเภทขาโหดไง แต่ก็ดีนะพอชื่อเสียงเราเป็นที่เกรงขาม ก็เล่นง่ายขึ้น" รุ่งโรจน์​ เล่าถึงที่มาของการเป็นกองหลังขาโหด

ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งแข้งดาวรุ่งดีกรีไทยลีกรายนี้ต้องกลับไปเล่นให้กับ วัดสุทธิวราราม ในฟุตบอลนักเรียน และเขาก็ได้นำเอาประสบการณ์ทั้งหมดในการลงเล่นอาชีพของเขามาใช้ในวงการลูกหนังขาสั้น

"ปกติบอลนักเรียนก็เล่นกันหนักอยู่แล้ว ผมถูกสั่งสอนมาจากการเล่นไทยลีกว่าเป็นกองหลังก็ต้องเตะขู่ก่อนเลย มันใช้ได้ผลนะกับฟุตบอลนักเรียน กองหน้าคู่แข่งก็ไม่ค่อยกล้ากับเราเท่าไหร่ เรียกว่าเล่นสบายเลย อีกอย่างการมีดีกรีเยาวชนทีมชาติคู่แข่งก็เกรงเราเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าจะกลัวผมทุกคน"

"คนที่เราเตะแล้วไม่กลัวเขาก็หาวิธีเอาคืนเรา บางทีก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เลยดูว่าผมเล่นบอลเกเร อย่างไอ้วอ (วรวุฒิ วังสวัสดิ์) สมัยบอลนักเรียนต่อยกับผมเกือบทุกครั้งที่เจอกันในสนาม มาเล่นไทยลีก ผมยังตามมาเตะมันเลย แต่ไม่ได้ตีกันแล้วนะ (หัวเราะ) ก็ไม่น่าเชื่อว่าจากที่เคยทะเลาะกันในวัยเด็ก วันนี้มาเป็นเพื่อนซี้กันเลย" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี กล่าวถึงคู่แค้นในอดีต แต่ปัจจุบันซี้กันสุด ๆ

ผลัดไม้กองหลังหมายเลข 7

รุ่งโรจน์ สว่างศรี ในวัย 20 ปี ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต เขาถูกเรียกเข้าไปติดทีมชาติไทยในชุดมหกรรมซีเกมส์ 2001 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มีการกำหนดเกณฑ์อายุของนักกีฬาฟุตบอลว่าต้องไม่เกิน 23 ปี เพื่อให้เป็นไปตามการรูปแบบของกีฬาเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกเกมส์

"ก่อนหน้านั้นก็เล่นมาหมดแล้วตั้งแต่นักเรียนไทย, เยาวชน 17 ปี, 19 ปี และ 21 ปี ส่วนใหญ่ เราก็แบกอายุเล่นมาโดยตลอด ก็เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ ที่ถูกเรียกไปติดทีมชาติชุดซีเกมส์"

"แต่ที่แปลกใจก็คือ ผมได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ซึ่งไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ใส่ เบอร์ 7 น่าจะเหมาะกับนักเตะในตำแหน่งกองกลางหรือคนอื่น ๆ มากกว่า เบอร์ 7 เป็นเบอร์ที่พี่ดำ สวมใส่สมัยเล่นทีมชาติ ยิ่งพอมารู้ตอนหลังว่า นอกจาก พี่ดำ ก็มี น้าอำ (อำนาจ เฉลิมชวลิต) 2 ตำนานกองหลังทีมชาติไทยที่สวมใส่หมายเลขนี้ ถือว่าเป็นเกียรติมาก ที่หลายคนพยายามเอาผมไปเปรียบเทียบกับตำนานทั้งสองคน" รุ่งโรจน์ สว่างศรี เล่าถึงครั้งได้มีโอกาสสวมใส่เสื้อหมายเลข 7 ตามรอยกองหลังระดับตำนานทีมชาติไทย

และเขาก็ไม่ทำให้ใคร ๆ ที่ให้โอกาสเขาผิดหวัง เพราะเขาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของทีมชาติไทยชุดดังกล่าว พร้อมคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ทำให้เขาถูกเรียกเข้าไปติดทีมชาติชุดใหญ่ในทันที แม้ไม่ได้สวมใส่เสื้อหมายเลข 7 ในทีมชุดใหญ่ก็ตาม แต่ก็เป็นก้าวครั้งสำคัญในชีวิตของเขา

ครอบครัวของเขาคงจะมีความสุขอย่างสุดหัวใจ ที่คิดถูกแล้วที่ตั้งชื่อเขาแบบนั้น เพราะในช่วงเวลานั้น ชีวิตของเขา รุ่งโรจน์ สมกับชื่อของเขาสุด ๆ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง 4 ปี ในการคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 6 รายการ โดยเป็น 4 ถ้วยแชมป์กับสโมสรธนาคารกรุงไทย (แชมป์ไทยลีก 2 สมัย และถ้วย ก. 2 สมัย) และในนามทีมชาติด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัย (2001, 2003) รวมไปถึงการมีชื่ออยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงเวลานั้น

บอลไทยต้องไม่มี "รุ่งโรจน์ 2"

ชีวิตนักเตะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ "มีขึ้นก็ต้องมีลง" ซึ่งมันกำลังเกิดขึ้นกับชายที่ชื่อว่า รุ่งโรจน์​ สว่างศรี ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับการยกย่องให้เป็นกองหลังทีมชาติไทยที่ดีที่สุดและได้รับคำชื่นชมมากมายจากทั้งแฟนบอลและสต๊าฟโค้ช แต่วันนี้มันกำลังจะเลื่องหายไป

ด้วยคาแรคเตอร์ในสนามของเขา เขาเป็นนักเตะประเภทจุดเดือดต่ำ ถึงแม้จะมีฝีเท้าที่เก่งขนาดไหน แต่ในสนามเขาพฤติกรรมการเล่นของเขาถูกมองในแง่ลบซะส่วนใหญ่

"มันเป็นคาแรคเตอร์ในสนามของผม ที่ต้องทำตัวให้ดูดุดัน สวมบทโหดในการเล่นฟุตบอล ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาดูโหด ๆ ไปสักหน่อย แต่ผมไม่เคยคิดเจตนาทำร้ายใครหนัก ๆ เลย ส่วนใหญ่ก็แค่เตะขู่ไปเท่านั้น เพราะหน้าที่ผมคือกองหลัง จะมาเล่นนิ่ม ๆ ไม่ได้ ส่วนชีวิตนอกสนามก็ต้องไปถามคนที่เคยสัมผัสกับผมว่าผมเป็นคนยังไง" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เผย

"จุดอ่อนของผมก็คือฟิวส์ขาดง่าย มันก็เป็นช่องทางที่ทำให้คู่แข่งพยายามเล่นงานผม เพื่อไม่ให้ผมอยู่ในเกม จริง ๆ ผมก็พยายามตั้งสติให้อยู่ในเกมตลอด แต่บางครั้ง เกมมันกดดันจนอินไปกับมันมากไป เจอกับพวกกองหน้าเก๋าๆหน่อย เล่นงานผมก็หลุดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะพวกต่างชาติเล่นบอลตุกติกมาก ผมมักหัวเสียกับพวกนี้ประจำ คือสมัยก่อนไม่ได้มีกล้องจับภาพเยอะขนาดนี้ ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอกนอกจาก “หวด”

ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม มันยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขายิ่งแย่ ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับภาพสมัยฟุตบอลนักเรียนที่เขาขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะที่มักมีเรื่องในสนามเป็นประจำ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ถูกผู้ตัดสินเพ่งเล็งเป็นพิเศษอยู่บ่อย ๆ

"โดนนักเตะด้วยกันเล่นงานจนฟิวส์ขาดก็ยังพอรับได้ ผมหวดเขาลงไปนอนกองกับพื้น หรือมีเรื่องกันวันต่อมาก็ลืมแล้วเจอกันนอกสนามก็ยิ้มทักทายกันเหมือนเดิม แต่ผู้ตัดสินนี่ละผมมักหัวเสียเป็นประจำ บางเกมยังไม่ทันเริ่มเล่นเลยก็มาเตือนเราแล้ว นักเตะหลายคนทำฟาว์ล 2-3 ครั้งถึงจะโดนใบเหลือง แต่ผมฟาว์ลทีแรกก็โดนเลย"

"บางทียังไม่ได้ทำอะไรเลยวิ่งชนกันเฉย ๆ ก็เป่าฟาว์ลผมแล้ว หรือกองหน้าคู่แข่งเลี้ยงมาชนผมเองก็เป่าให้ฟาว์ล จะไม่ให้ฟิวส์ขาดได้ยังไง คือผู้ตัดสินจ้องผมอยู่แล้ว สมัยที่ผมเล่นฟุตบอลไทยมันก็มีสิ่งลึกลับเยอะ" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี กล่าว

รุ่งโรจน์ สว่างศรี ด้วยภาพลักษณ์ที่ค่อย ๆ ถดถอยลง และสไตล์การเล่นที่ดุดัน ทำให้ช่วงหลังมักประสบปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาต้องปิดฉากชีวิตค้าแข้งกับ อยุธยา ยูไนเต็ด ก่อนจะหันมารับงานโค้ชหลังจากนั้นเป็นต้นมา

ถึงแม้เขาจะเข้ามาเพื่อถ่ายทอดวิชาวิชากองหลังขาโหดที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายความดุดัน แต่เขาจะคอยย้ำเตือนนักเตะที่ตัวเองดูแลอยู่เสมอและให้ความสำคัญที่สุด ในเรื่องของระเบียบวินัย ทั้งในและนอกสนามประสบการณ์ เป็นสิ่งที่มีค่า สำหรับทุกคน ยิ่งนักเตะที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน แล้วถ่ายทอดสดสู่เยาวชนรุ่นหลังให้ชึมซับเข้าใจ ย่อมจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

"ผมก็ยังบอกน้องๆที่เล่นกองหลังเสมอว่า ตำแหน่งนี้ต้องเล่นให้ดุดัน เล่นให้คนอื่นกลัว เหมือนกับรุ่นพี่ๆของผมได้บอกมา แต่จะเพิ่มเติมเรื่องการควบคุมอารมณ์ในสนามไม่ให้เป็นเหมือนผม ไม่อยากให้มี รุ่งโรจน์ 2 ในวงการลูกหนัง" รุ่งโรจน์​ สว่างศรี เผยทิ้งท้าย


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศุภณัฎฐ์ พุ่งพรวด : อัพเดท 10 อันดับนักเตะไทยลีกมูลค่าสูงที่สุดในเวลานี้

ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา : ไปเจออะไรมาที่ เลสเตอร์ ทำไมถึงเก่งเบอร์นั้น ?

หากวัดจากค่าเฉลี่ย : ศุภชัย จะทำลายสถิติดาวยิงไทยสูงสุดของ ธีรศิลป์ ได้หรือไม่ ?

แชร์บทความนี้
Content Creator - คิดไซด์โค้ง-ThinkCurve
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ