ปรเมศย์ อาจวิไล : ฟอร์มเปรี้ยงเข้าตาเพราะของดีที่ได้มาจาก "โค้ชมาริโอ"

ปรเมศย์ อาจวิไล : ฟอร์มเปรี้ยงเข้าตาเพราะของดีที่ได้มาจาก "โค้ชมาริโอ"
ณัฐพล อ่วมเรืองศรี


ควันหลงจากเกม บิ๊กแมตช์ ที่สนาม แพท สเตเดี้ยม เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับแฟนบอล “กิเลนผยอง” คงมองว่า “ฟร้องซ์” ปรเมศย์ อาจวิไล คือ ผู้เล่นซูเปอร์ซับ ที่กลายเป็นไพ่ตายสำคัญ พาทีมเก็บสามแต้มมาได้สำเร็จ แล้วอาจเป็นของแสลงแทงใจแฟนบอลเจ้าบ้าน

อย่างไรก็ตามความเป็นจริงแล้ว แฟนบอลสิงห์เจ้าท่า ไม่ได้มีความคิดเป็นเช่นนั้น เพราะหลายคนนั้นมีความคุ้นเคยและรู้จักกับ ฟร้องซ์ ปรเมศย์ อาจวิไล ดาวยิงผู้เป็นฮีโร่ซัดประตูชัยให้กับทีมเยือนเป็นอย่างดี เนื่องจากเขาเป็นเด็กพื้นถิ่นย่านคลองเตย ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ยิงไป 5 ประตู กับทำไปแล้วอีก 5 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้

PHOTO : Muangthong United FC

ผู้ชมที่ดูเกมผ่านทางการถ่ายทอดสด ที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของ ปรเมศย์ อาจงงว่า ทำไมกองหน้ารายนี้ถึงไม่แสดงอาการดีใจออกมาหลังทำประตูได้ แถมยังเดินไป ยกมือไหว้ กองเชียร์ของ การท่าเรือ เอฟซี เสียอีก

หากย้อนกลับไปในสมัยที่ ฟร้องซ์ ยังคงเป็นนักเตะดาวรุ่ง เส้นทางก่อนหน้าที่เขาจะได้ย้ายมาเข้าอะคาเดมี่ของ เมืองทอง ยูไนเต็ด นั้นผ่านการดูแลของ การท่าเรือ มาก่อน ซึ่ง ฟุตบอล ก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉุดเขาออกมาจากพื้นที่อันตรายย่านคลองเตย ให้รอดพ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ทั้งเรื่องของ ความเป็นอยู่ และ ยาเสพย์ติด

เพียงแต่วิถีของฟุตบอลที่เป็นวัฏจักร อนาคตในวงการลูกหนัง มีทางเลือกให้ต้องเดินมากมาย ทำให้เส้นทางของเขา ต้องแยกย้ายกันไปเติบโต ก่อนจะมาบรรจบกันอีกครั้งแบบสุดดราม่า ด้วยการเผชิญหน้าเป็นคู่แข่งในสนาม

ก่อนที่ทุกอย่างจะลงเอยมาเป็นเช่นนี้ ฟร้องซ์ ต้องก้าวผ่านอะไรมาบ้าง? ทำไมเขาถึงเลือกทุ่มเททุกอย่างให้กับฟุตบอลแบบเต็มร้อย? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Think Curve - คิดไซด์โค้ง

จากบอลโชว์สู่บอลอาชีพ

ช่วงชีวิตในวัยเด็กของ ปรเมศย์ ไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวที่เพียบพร้อมเรื่องฐานะการเงิน ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง สามารถออกหัวหรือก้อยได้ทั้งสองฝั่งระหว่าง ดี และ ร้าย เพราะเจ้าตัวบอกว่าย่านเสื่อมโทรมในเขตคลองเตย นั้นเต็มไปด้วยสิ่งเร้า ที่อาจทำให้คนหลงผิดได้ไม่ยาก

“จุดเริ่มต้นของผมอยู่คลองเตยมาก่อนนะครับ อยู่กับ การท่าเรือ มาก่อน เหมือนเป็นสลัมก็ว่าได้ครับ ที่แถวบ้านที่อยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นพื้นที่รวมสิ่งเสพย์ติด อะไรแบบนี้ด้วยส่วนมากนะครับ”

“ผมก็อยากเล่นฟุตบอลให้หลุดพ้นและหนีจากสิ่งแย่ๆ เหล่านั้น ก็เลยตัดสินใจไปอยู่อะคาเดมี่ของ การท่าเรือ แต่ช่วงนั้นเขายังไม่ค่อยทำอะคาเดมี่แบบเป็นจริงเป็นจังเท่าไหร่ ผู้ใหญ่เลยส่งผมไปอยู่กับ เมืองทอง หลังจากนั้นก็อยู่ยาวมาเลย”

สโมสรที่เป็นทีมรักของเขาในวัยเด็ก ย่อมหนีไม่พ้น สิงห์เจ้าท่า เนื่องจากเป็นทีมที่อยู่ในพื้นที่ละแวกบ้าน เรื่องวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของกองเชียร์สโมสรนี้ แฟนบอลไทยต่างทราบกันดีว่า “สุด” ไม่แพ้ให้กับทีมอื่นๆ ในประเทศ แล้วมันก็ถ่ายทอดมาสู่ตัวของ ฟร้องซ์ เช่นเดียวกัน

“ตอนเด็กๆ ผมได้ไปเชียร์ การท่าเรือ ทุกแมตช์เลยครับ ช่วงพักครึ่งก็มีโอกาสได้ไปเดาะบอลโชว์อีกด้วย”

“ถ้าเกิดเป็นไอดอลตอนนั้น ก็น่าจะเป็น พี่เอกภูมิ ช่วงนั้น เอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์ ถ้าต่างประเทศช่วงนั้นก็เชียร์ แมนฯยู เพราะชื่นชอบในตัวของ โรนัลโด้”

PHOTO : Muangthong United FC

หลายคนคงสงสัยว่า ฟร้องซ์ อยู่ดีๆ ได้ไปเดาะบอลโชว์ช่วงพักครึ่งในสนามของ การท่าเรือ ได้อย่างไร? ซึ่งเรื่องราวเบื้องหลังในจุดนี้ มันมีปมมาจากการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลในวัยเด็ก

“ตอนนั้นไปคัดแล้วมันไม่ผ่าน แต่จำไม่ได้ว่าเป็นที่ไหนนะครับ ช่วงนั้นมันมีด่านเดาะฟุตบอลแล้วมันไม่ผ่านตรงนั้น จากนั้นก็เลยกลับมาฝึกแต่เดาะฟุตบอลอย่างเดียวเลยครับ”

“ผมว่ามันเป็นเบสิกอีกอย่างนึง มันช่วยในการจับบอลหรือควบคุมลูกฟุตบอล ให้อยู่กับตัวเราไม่จับบอลลั่นกระเด็นกระดอน เป็นสิ่งสำคัญมากในการเล่นฟุตบอล”

Photo : MSN

ผลของการทุ่มเทเรื่องการฝึกฝนการเดาะฟุตบอล ทำให้ ปรเมศย์ มีทักษะที่โดดเด่นเกินวัย ถึงขนาดคว้าแชมป์การเดาะฟุตบอลเยาวชนโลกมาครองได้ ถูกเชิญไปออกรายการทีวี เดินสายไปโชว์ตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

เพราะไม่ใช่แค่เพียงลูกฟุตบอลที่เขาควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็น ลูกมะนาว หรือ ลูกเทนนิส ก็ทำได้ไม่ต่างกัน แถมยังเพิ่มความตื่นเต้นในการเพิ่มความยากเข้าไปอย่างเช่น เดาะไปแล้วถอดเสื้อ เป็นต้น

ครั้งหนึ่ง ฟร้องซ์ เคยถูกเชิญไปเดาะบอลแข่งกับ มอร์เทน กัมป์ ปีเตอร์เซ่น อดีตปีกซ้ายชาวนอร์เวย์ของ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่โรงแรมนอร์ดิก เมืองพัทยา

แล้วก็โชว์ลีลาได้น่าประทับใจ จนได้รับการหยอดคำหวานกลับมาว่า น่าย้ายไปเรียนรู้และฝึกฟุตบอลที่ประเทศนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาฝีเท้า แต่มันก็กลายเป็นเรื่องที่ผ่านเลยไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงแบบเป็นชิ้นเป็นอัน

จากความเนื้อหอมของ ปรเมศย์ เด็กมหัศจรรย์ที่มีทักษะการเดาะบอล เลยเป็นใบเบิกทางให้เขาได้ไปร่วมกิจกรรมกับสโมสร การท่าเรือ ถูกดึงเข้าอะคาเดมี่ แต่ด้วยการตัดสินใจของผู้ใหญ่ดังที่เจ้าตัวกล่าวไว้ข้างต้น เส้นทางของเขาเลยไปลงเอยที่ เมืองทอง ยูไนเต็ด

แม้ว่ารายได้จากการเดาะบอลโชว์ จะได้รับค่าตอบแทนสูงไม่น้อย แต่ในเมื่อ ฟร้องซ์ เลือกแล้วว่าจะเดิมพันการเอาชนะคำดูถูกว่า คนเดาะบอลเก่ง ไม่จำเป็นต้องเล่นบอลเก่งเสมอไป เขาจึงหันมาทุ่มเทให้กับการซ้อมในอะคาเดมี่ พร้อมรับแค่ค่าตอบแทนที่เป็นเงินสวัสดิการจากต้นสังกัดแทน

อย่างไรก็ตามความผูกพันธ์ของเขากับสโมสรแรกที่หยิบยื่นโอกาสให้อย่าง การท่าเรือ ก็ไม่ได้เลือนลางหายไปจากความรู้สึก หากมีโอกาสได้หยุดพัก มีเวลาว่าง เขาก็จะไปชมเกมการแข่งขันของ สิงห์เจ้าท่า ดังนั้นกลุ่มแฟนบอลในสนามก็เป็นเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ดังนั้นเจ้าตัวเลยเลือกที่จะไม่ฉลองประตูในเกมล่าสุด เพื่อเป็นการให้เกียรติแฟนบอลและสโมสร ที่เขาให้ความเคารพ แล้วเลือกที่จะยกมือไหว้ขอโทษขอโพย เนื่องจากการทำประตูให้กับทัพกิเลนผยอง คือ งานของเขาในฐานะนักเตะอาชีพ

เส้นทางที่พลิกผัน

ช่วงรอยต่อในการก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะทีมชุดใหญ่ของ เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นช่วงเวลาสำคัญมากในอาชีพ ซึ่ง ฟร้องซ์ ต้องเริ่มต้นด้วยการออกไปพิสูจน์ตัวเองด้วยสัญญายืมตัวกับ อุดรธานี เอฟซี และ บางกอก เอฟซี

เพื่อไปหาประสบการณ์โดย ฟร้องซ์ กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า

“ก็มีเสียวๆ อยู่เหมือนกันว่าจะไม่ได้กลับมา แต่ทางผู้ใหญ่ในทีมบอกว่า อยากให้เราไปหาประสบการณ์ก่อน เพราะถ้าตอนนั้นเลือกอยู่กับทีมชุดใหญ่คงจะไม่ได้เล่น”

“ทางผู้ใหญ่อยากให้ลงไปหาประสบการณ์ที่ T2 หรือ T3 ก่อน อะไรแบบนี้ครับ”

Photo : Bangkok FC

พอกระดูกฟุตบอลของ ปรเมศย์ ผ่านเกณฑ์ในสายตาของผู้ใหญ่ เขาก็ได้กลับมาเป็นขุนพลของทีม ได้ลงเล่นบ่อยครั้ง มีส่วนร่วมกับทีมไม่น้อย แต่ก็ต้องมาโชคร้ายเจออาการบาดเจ็บหนักเล่นงานไปอย่างน่าเสียดาย

“ตอนนั้นพอได้รับบาดเจ็บเลยจำเป็นต้องพักเบรคไป ผมผ่าเข่าครับ ตอนนั้นเจ็บจากการฝึกซ้อม ส่วนที่เจ็บ คือ เอ็นไขว้หน้าและหมอนรองกระดูก”

“ผมพักไปประมาณ 8 เดือนแล้วกลับมาลงสนาม แต่เหมือนว่ากลับมาไวไป เหมือนเข่ามันก็เลยบวม มันบวมจากการใช้งานหนักเกิน เลยต้องพักไปอีกประมาณ 3-4 เดือน รวมๆ แล้วพักไปประมาณปีกว่าๆ ได้ กว่าจะกลับมาลงสนามแบบไม่มีอาการเจ็บรบกวนอีก”

“ถึงกลับมาได้ผมก็รู้สึกว่าร่างกายมันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนก่อน ความรู้สึกมันบอกว่ามันไม่น่าร้อยเปอร์เซ็นต์”

“บางทีบางจังหวะที่เราเคยทำได้ มันก็จะมีความคิดแวบขึ้นมา กลัวว่าจะบาดเจ็บซ้ำอะไรแบบนี้ ดังนั้นบางจังหวะเราก็ต้องเลือกเล่นแบบเซฟๆ ลงบ้าง ไม่เหมือนสมัยที่เรายังไม่เจ็บ”

PHOTO : Muangthong United FC

แต่จากผลงานในสนามที่ผ่านมา แฟนบอล คงได้เห็นกันไปแล้วว่า ปรเมศย์ กลับมาโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ จนกลายเป็นตัวหมากสำคัญในแนวรุก เมืองทองฯ ภายใต้การทำทีมของ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ซึ่งพอสอบถามถึงจุดเด่นของเขา ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า

“คงเป็นเรื่องที่ผมได้เล่นต่อเนื่อง เหมือนเราจำแล้วรู้ว่าควรเล่นแบบไหน ควรทำอะไรในสนาม จับจังหวะเกมได้ มันทำให้เราเล่นได้อย่างมั่นใจขึ้น”

“พอบวกกับการไปติดทีมชาติทำประตูได้ มันก็เสริมเรื่องความมั่นใจในการเล่นขึ้นไปอีก”

Photo : ช้างศึก

“โค้ชก็มีส่วนช่วยพัฒนาผม เรื่องของการยืนตำแหน่ง การหาพื้นที่ กำชับมากเรื่องการวิ่งหาช่อง น่าจะได้ประสบการณ์จากตรงนี้มาเยอะด้วย”

นอกจากนี้ ฟร้องค์ เปิดเผยความรู้สึกถึงการที่ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ได้ทำทีมต่อเอาไว้ว่า

“ผมก็รู้สึกดีใจครับเพราะว่า มาริโอ เป็นโค้ชที่เข้าใจนักเตะ เป็นกันเองกับนักฟุตบอลทุกคน ก็รู้สึกดีที่เขายังได้อยู่ต่อ”

“มาริโอ เป็นคนชิลล์ๆ ตลกๆ แต่ถ้าเป็นช่วงก่อนจะแข่งก็จะจริงจังขึ้น อยากให้นักเตะโฟกัสกับระบบการเล่นที่เขาวางไว้ในการซ้อมช่วงนั้นๆ แต่ถ้าไม่ได้เป็นวันใกล้แข่งก็จะซ้อมตามโปรแกรมสบายๆ ไม่ได้เครียดเกินไป”

“เรื่องแท็คติก ผมคงพูดรายละเอียดไม่ได้ แต่ มาริโอ มีแท็คติกเยอะ ไม่ได้อ่อนประสบการณ์ หากมองกันตามอายุที่ยังน้อย”

PHOTO : Muangthong United FC

“พอทีมได้ มิลอส โจซิค เข้ามา การซ้อมก็จะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของเกมรับ เหมือนมาปรับเปลี่ยนเรื่องตำแหน่งการยืนในเกมรับว่าควรจะยืนกันยังไง”

“ส่วนเรื่องจิตวิทยาในห้องแต่งตัว หลายเกมที่ผ่านมา มาริโอ จะไม่ใช่คนที่กดดันลูกทีม เป็นแนวให้กำลังใจ บอกผู้เล่นว่าให้เอาใหม่ เริ่มใหม่ เล่นตามแท็คติกที่ซ้อมมา เดี๋ยวก็กลับมาได้เอง”

“แต่ในเกมล่าสุดช่วงพักครึ่งไหมพี่ ผมเป็นสำรองไง เลยถูกสั่งออกไปวอร์มร่างกาย แต่ถ้าให้เดาๆ คงไม่ต่างจากที่ผ่านมา”

“ก่อนที่ผมจะถูกส่งลงสนามเกมล่าสุด เอาจริงๆ เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ผมรู้ตัวเองอยู่แล้วว่า ลงไปควรทำอะไร”

“ตอนนั้นก็คือ ทีมโดนนำอยู่ ลงไปเป้าหมายคือต้องช่วยทีมให้ได้มากที่สุด เราก็สังเกตุเกมจากตอนที่นั่งข้างสนามมาแล้วว่าต้องเล่นยังไง”

“พอบอลโดนนำ ผมโดนเปลี่ยนลงไป เป้าหมายเดียวคือต้องทำประตูให้ได้ แล้วก็ต้องเล่นตามแท็คติกที่โค้ชเคยบอก เคยสอน”

“ถ้าให้ตัดเกรดให้คะแนนตัวเองจริงๆ ผมไม่รู้เลยว่าควรให้เท่าไหร่กับผลงานในเกมที่ผ่านมา แต่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองระดับนึง ที่ลงไปแล้วพลิกเกมได้ ทำประตูปิดเกมได้”

“ส่วนตัวแล้วผมชอบแพสชั่นของ มาริโอ มันทำให้ลูกทีมมีลูกฮึด มีแรงขึ้นมา”

ผลจากความพยายามและความเชื่อมั่น นำมาสู่บรรยากาศในห้องแต่งตัวหลังจบเกมที่อุดมไปด้วยมวลแห่งความสุข ทุกคนภายในทีม กิเลนผยอง เฮฮากันอย่างเต็มที่ หลังสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเก็บสามแต้มได้สำเร็จ


เป้าหมายต่อไป

สำหรับตัวของ ปรเมศย์ ที่อยู่กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน แต่ตัวเขายังไม่ได้มองไปไกลว่าจะจบอาชีพด้วยการเป็น “วัน คลับ แมน” อยู่กับทีมเดียวในระดับการเล่นอาชีพจนแขวนสตั๊ด

“ผมไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลยครับ คือ ผมมีหน้าที่เล่น ไม่ว่าผู้ใหญ่จะส่งผมไปที่ไหน มีใครจะซื้อไป ไปเล่นที่ไหน ผมก็เต็มที่ตลอด”

“เรื่องการย้ายทีมหรือการติดต่อต่างๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยรู้เรื่องเลยเอาจริงๆ”

“เป้าหมายของผมก็พยายามทำประตูให้ได้ต่อเนื่อง อยากพาทีมไปอยู่โซนบนของตาราง มีอันดับที่ดีขึ้น อยากเก็บสามแต้มต่อไปทุกเกมที่เราลงสนาม”

“ไม่ได้ตั้งป้าเอาไว้เลยว่าปีนี้จะยิงกี่ลูก แต่เมื่อได้โอกาสลงไปเล่น ก็อยากยิงให้ได้ทุกนัด”

“ตอนนี้ผมโฟกัสแค่กับเรื่องผลงานในสนามของต้นสังกัด ตรงนี้ตอนนี้ก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปค้าแข้งต่างประเทศ ถ้าเราเล่นดี ฟอร์มดี โอกาสมันก็มาเอง”

“เต็มที่ผมมองแค่ญี่ปุ่น ผมมองว่าสุดแล้วครับ เจ ลีก ไม่ว่าจะเป็น เจ วัน หรือ เจ ทู ถ้าเกิดได้ไปเล่นก็ดีใจแล้วครับ”

แม้ว่า ฟร้องซ์ จะยิงประตูชัยสุดสวยให้กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ในเกมล่าสุด แต่เอาจริงๆ แล้วเขายังไม่รู้ว่าอะไรคือจุดขายของตัวเองที่ทำให้ผลงานดี แต่เรื่องที่ยังต้องพัฒนาต่อไป คือ การจบสกอร์

“เรื่องที่อยากพัฒนา คือ การจบสกอร์ เพราะรู้สึกเวลาที่เราจะง้างเท้ายิงแต่ละช็อต มันยังมีความกดดันอยู่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องปรับปรุงเลย”

นอกจากนี้พอถามถึงความคาดหวังกับ ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่กำลังจะมีเกมอุ่นเครื่องช่วง ฟีฟ่า เดย์ ช่วงปลายเดือนนี้ ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าตัวว่า

“ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากมีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ไป ฟีฟ่า เดย์ ด้วย แต่สำคัญเลยก็คืออยู่ที่ฟอร์มของเราในสโมสร ถ้าเกิดผมโชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง ก็คงมีชื่อติดทีมชาติ”

Photo : ช้างศึก

นอกจากนี้ ปรเมศย์ ฝากข้อความถึงน้องๆ ที่มีความฝันอยากก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพเอาไว้ว่า

“อยากให้ทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการฝึกซ้อมและเชื่อฟังโค้ช ผมคิดว่าน้องๆ ทุกคนมีศักยภาพพอจะมาถึงตรงจุดนี้ได้เหมือนกัน”

สุดท้าย ฟร้องซ์ ฝากข้อความเป็นการขอบคุณแฟนบอลที่ติดตามเชียร์เขามาตลอด ดังนี้

อยากขอบคุณแฟนบอลทุกคน รวมถึงแฟนบอลเมืองทองฯ แฟนบอลทีมชาติ ขอบคุณที่คอยให้กำลังใจ คอยบอก คอยสอน ผมก็จะพัฒนาผลงานของตัวเองต่อไป”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :

องค์ประกอบการปลุกพลังแฝง : "ยิม" วรชิต หลังจุดติดด้วยประตูสุดสวย

กี่นาทีก็มีความหมาย : สุภโชค กับโอกาสน้อยนิดที่วัดกันด้วยทัศนคติล้วน ๆ

Inside Forward : ตำแหน่งตัวรุกโมเดิร์นฟุตบอลที่ทำให้ ศุภณัฏฐ์ ฮ็อตปรอทแตก



แหล่งข้อมูลอ้างอิง :

https://www.facebook.com/veerasuk10/posts/pfbid02To4YaS3ngFBq6UE5wBCVwC3PDKHeDreTyXGqKNZvEPsqZSHbqmXnaDBJ2BvsL4cYl

https://www.youtube.com/watch?v=5PUaJvtQi_8

https://www.transfermarkt.com/poramet-arjvirai/profil/spieler/560396

การสัมภาษณ์ออนไลน์ส่วนตัว

แชร์บทความนี้
mask-bg
logo-black

SOCIAL MEDIA

สนใจโฆษณาติดต่อ